[Fic]Timeless Part 4 [HoSoo]
posted on 20 Dec 2008 12:07 by hosoo0615 in Hs-Fic
Title : [Fic] Timeless Part 4
Couple : Yunho x Junsu
Author : yunho_prince
Rating : PG-13
Author’s Talk : เค้ามันมึน เค้ามัวแต่แรด เค้ามันแย่ + แย้ เค้าขอโต๊ดเน้อ
ปล. อย่าหลงใหลได้ปลื้มเจคิมกันจนลืมรักพี่หมีล่ะ ขอบคุณที่ยังตามอ่านถึงแม้ว่าอีคนแต่งมันจะช้าเต่านะคะ
----------------------------------------------------------------------
Timeless Inside Junsoo
Part 4
………………………………………………………………….
“อ่ะพี่ให้” อยู่ดีๆพี่ยุนโฮก็แอบยัดอะไรบางอย่างใส่มือของผมที่วางไว้ข้างลำตัวระหว่างทางที่นั่งรถตู้ไปบริษัท ผายฝ่ามือขึ้นก็เห็นกระดาษฟอยด์สีทองก้อนเล็กๆอยู่ข้างใน ผมจำได้ทันทีว่ามันคือขนมที่มาจากร้านเบคเฮ้าส์ที่เราสองคนเดินไปเจอโดยบังเอิญและได้กลายเป็นร้านประจำของผมกับเขาไปเรียบร้อยแล้ว
มันน่าจะเป็นช็อกโกแลตทรัฟเฟิลที่ผมชอบอ้อนให้พี่ยุนโฮซื้อให้กินบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ขอก็มักจะถูกบ่นเสมอ ว่าแพงบ้างล่ะ ไม่มีเวลาพาไปซื้อบ้างล่ะ แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจพาไปซื้อจนได้ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมรักพี่ยุนโฮมากกว่าใคร แต่ร้อยวันพันปีถ้าไม่ขอให้ซื้อก็ไม่เห็นจะได้กินเลยนี่
พี่ยุนโฮส่งยิ้มให้พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มๆในลำคอ ผลักหัวกลมๆของผมจนเกือบชนกระจกรถฝั่งที่ผมนั่งอยู่แล้วเขาก็เบนสายตาไปมองวิวข้างนอกกระจกอีกฝั่งแทน ถ้าไม่ติดว่ามีขนมมาให้กินป่านนี้ได้เจอดีไปแล้วล่ะ คนอะไรอารมณ์เปลี่ยนเร็วอย่างกับลมพัด เมื่อวานยังทำหน้าดุ ตาขวางใส่ผมอยู่เลย แต่วันนี้กลับมากวนประสาทกันซะได้ น่าจะจับบีบคอให้รู้แล้วรู้รอด
“พี่แวะซื้อมาเมื่อวานน่ะ” เขาโน้มตัวมากระซิบบอกขณะที่ผมกำลังจดจ้องเจ้าลูกกลมๆบนมือไปพลางแถมอมยิ้มไปพลาง
“นึกยังไงถึงซื้อมาล่ะครับ”
“ก็. . .ช่วงนี้พวกเราไม่ค่อยได้ไปร้านนั้นนี่นา แล้วไอ้ช็อกโกแลตทรัฟเฟิลนี่ก็ของโปรดนายไม่ใช่เหรอ” ผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ พี่ยุนโฮไม่เคยสนว่าขนมหน้าตาแบบไหนจะชื่ออะไร เห็นเข้าไปในร้านทีไรก็ไปยืนจดๆจ้องๆอยู่หน้าตู้โชว์ซักพักก็ชี้นิ้วสั่ง ‘เอาชิ้นนี้ครับ’ ไม่เคยเรียกชื่อเต็มๆซักครั้ง แต่เขาจำได้ด้วยว่าขนมเป็นสิบๆชนิดในร้าน. . .ผมชอบกินอะไรมากที่สุด แล้วมันชื่อว่าอะไร
“ขอบคุณนะฮะ” ผมรู้ว่าพี่ยุนโฮจะมีความสุขทุกครั้งที่ผมกินของฝากที่เขาตั้งใจซื้อมาให้ ดังนั้นจึงไม่ต้องลังเลเลยที่จะแกะเจ้ากระดาษสีทองออกแล้วหยิบช็อกโกแลตลูกกลมสีน้ำตาลเข้ม ตกแต่งริ้วสีขาวด้วยไวท์ช็อกโกแลตอีกชั้นขึ้นใส่ปาก พี่ยุนโฮยิ้มกว้างแล้วเอื้อมมือมาขยี้กลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนของผม
ช็อกโกแลตมีสารเฟนีเลทีลามีน ทำให้เมื่อเวลาที่คุณลิ้มรสชาติหวานปนขมแบบไม่เหมือนใครของมัน คุณจะรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยลดความเครียดได้ อีกอย่างเจ้าสารที่ว่ามันจะถูกหลั่งออกมาเวลาที่คนเราตกหลุมรัก แต่มาถึงตอนนี้ตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าความสุขในยามที่ได้กินขนมหวานชนิดนี้มันเป็นเพราะสารเฟนีเลทีลามีนหรือเป็นเพราะคนที่ซื้อช็อกโกแลตทรัฟเฟิลให้กินกันแน่
ผมแอบใช้นิ้วมือที่เปื้อนช็อกโกแลตเช็ดที่ขากางเกงแล้ววางมือไว้ที่ข้างลำตัวเหมือนเดิม พี่ยุนโฮที่นั่งเอามือเท้าคางกับขอบกระจกรถหัวเราะออกมาเล็กน้อย มือข้างที่เหลือของเขาค่อยๆเคลื่อนมากุมมือที่เคยเปื้อนช็อกโกแลตของผมเอาไว้หลวมๆ ไออุ่นจากอุ้งมือใหญ่ของเขาช่วยให้คลายหนาวได้ไม่ยาก. . .รู้สึกอุ่นใจที่อย่างน้อยผมก็ยังมีเขาอยู่ข้างๆ
ทันทีที่พวกเราเปิดประตูห้องซ้อมออก โบกยองก็วิ่งยิ้มร่าเข้ามาเกาะลำแขนแกร่งของพี่ยุนโฮที่โอบตัวผมพาเดินมาที่นี่เมื่อครู่ ผมมองเธออย่างไม่ค่อยพอใจนักก่อนที่จะสังเกตไปรอบๆห้องแล้วเห็นผู้จัดการนั่งยิ้มอย่างพอใจ ลบความสงสัยที่เด็กผู้หญิงคนนั้นสามารถเข้ามายุ่มย่ามที่ห้องซ้อมในเวลาที่มันควรจะเป็นการฝึกของเราได้ไม่ยาก ผมเหลือบมองหน้าพี่ยุนโฮเห็นเขาทำคิ้วขมวดแล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ผมได้แต่ยืนนิ่งไม่รู้จะทำยังไง ความรู้สึกรักที่ผมมีต่อพี่ยุนโฮมันมีมากขึ้นทุกขณะ แต่ผมก็ไม่สามารถจะแสดงความรู้สึกที่ผมมีอยู่ออกมาได้ เพราะถึงผมจะพูดมันออกไปก็อาจจะเป็นแค่เพียงเรื่องตลกสำหรับชีวิตของพี่เขาที่มีผู้ชายมาหลงรัก
“พี่คะ วันนี้พี่ดูดีจัง” โบกยองลูบแขนของเสื้อนอกสีดำของพี่ยุนโฮโดยที่ไม่สนใจพวกผมที่ยืนเรียงกันอีกสี่คนเลยด้วยซ้ำ
“แล้ววันอื่นดูไม่ดีรึไง” คนถูกชมถามกลับราวกับจะล้อกันเล่น
“สำหรับชั้นพี่ก็ดูดีทุกวันนั่นแหละ. . .ก็ชั้นชอบพี่นี่นา” ใครๆก็รู้ว่าโบกยองเป็นคนที่พูดตรงและหลายคนก็เอ็นดูเธอด้วยนิสัยแบบนี้ ผิดกับผมที่พอได้ยินเธอกล้าพูดออกไปแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ายังไงก็ไม่รู้ พี่ยุนโฮนิ่งไปครู่หนึ่งสุดท้ายก็หัวเราะออกมา
ผมรู้สึกแย่ที่วันนี้พี่ยุนโฮดูจะมีความสุขกับการได้คุยกับโบกยอง นี่มันคือคำตอบที่ผมเฝ้าถามตัวเองมาตลอดรึเปล่า ว่าพี่ยุนโฮจะเริ่มชอบโบกยองบ้างมั้ย? หรือว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะกลายเป็นคู่รักกันจริงๆรึเปล่า? ผมเลือกที่จะเดินออกจากห้องนั้นและหามุมเงียบๆอยู่เพียงลำพังเมื่อถึงช่วงพัก หวังให้สายลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างบานใสในห้องประชุมที่ตัวเองเปิดทิ้งไว้เมื่อครู่สลัดความฟุ้งซ่านออกจากหัวไปได้บ้าง นี่ผมทำนิสัยขี้หึงอย่างกับผู้หญิงแน่ะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเมื่อผมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นวมในห้องประชุมแล้วฟุบอยู่อย่างนั้นได้ไม่นานนัก เบนหน้าขึ้นมาก็เห็นรอยยิ้มที่แสนจะคุ้นตาของพี่เจคิม ผมฝืนยิ้มให้ทั้งๆที่แทบจะไม่มีอารมณ์คุยกับใครแล้วด้วยซ้ำ เขาเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วเอามือเท้าคางมองมาที่ผม อย่างน้อยการที่มีพี่เจคิมอยู่ตรงนี้ผมก็ไม่เดียวดายเพราะผมยังมีใครบางคนคอยเป็นห่วงอยู่เสมอ
สงสัยมาตลอดว่าทั้งที่เมื่อก่อนพี่ยุนโฮกับพี่เจคิมสนิทกันถึงขั้นที่ตัวแทบจะติดกันด้วยซ้ำไป เรียกว่าเห็นพี่เจคิมที่ไหนแถวๆนั้นจะต้องมีพี่ยุนโฮอยู่ด้วยก็คงไม่แปลก แต่ช่วงสองปีที่ผ่านมาเขาสองคนทำตัวห่างเหินอย่างกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเสียอย่างนั้นแหละ
“มาทำอะไรคนเดียวในนี้ ไม่ไปซ้อมต่อเหรอ” พี่เจคิมถามแบบยิ้มๆ หากแต่ผมไม่ได้ตอบอะไรเพราะมัวแต่นั่งคิดหาสาเหตุที่ทำให้สองคนนี้กลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอยู่ เมื่อเห็นผมไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับเขาก็ยื่นหลังมือมาแตะที่หน้าผากของผม
“เป็นอะไรรึเปล่าตัวเล็ก?” หลังมือของเขาเลื่อนมาสัมผัสที่แก้มของผมอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นการแสดงความเป็นห่วง ทำไมพี่เจคิมถึงต้องคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผมตลอดเวลาด้วย ทั้งๆที่เขาก็เป็นแค่รุ่นพี่ในบริษัท แต่อาจจะไม่แปลกอะไรมากเพราะเรื่องการถามสารทุกข์สุขดิบมันก็เป็นหน้าที่ของหัวหน้าวงที่ดีอยู่แล้ว แต่ทำไมคนที่สังเกตเห็นอาการแปลกๆของผมถึงไม่เคยเป็นหัวหน้าวงของตัวเองบ้างเลย
“พี่เจคิม. . .” ผมควรจะถามเรื่องของเขากับพี่ยุนโฮดีมั้ย
“หืม. . .” มือของพี่เจคิมเลื่อนลงมาลูบแก้มผมเบาๆโดยที่ผมยังคงนอนเอาหัวหนุนแขนตัวเองและมองอยู่อย่างนั้น ขืนใครมาเห็นเข้าตอนนี้คงจะคิดว่าเราแอบมานั่งทำหวานซึ้งกันจนได้เอาไปนินทาให้สนุกปาก
“ทำไมพี่กับพี่ยุนโฮถึงได้. . .” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามจบเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ผมดีดตัวขึ้นทันทีเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าห้อง ประตูบานนี้ไม่ได้ปิดเอาไว้ตั้งแต่แรกและพี่ยุนโฮคงจะเห็นตอนที่ผมปล่อยให้พี่เจคิมลูบแก้มโดยที่ไม่ได้ต่อว่าอะไรเลย ถึงจะรู้ว่าพี่ยุนโฮคงจะไม่ได้รุ้สึกหึงหวงผมอย่างคนรักกันแต่ผมก็รู้สึกแย่ที่ผิดสัญญากับเขาที่จะไม่เข้าใกล้พี่เจคิมอีก พี่ยุนโฮยืนแสดงสีหน้าไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินมาจับข้อมือของผมเอาไว้แน่นมากจนผมรู้สึกเจ็บและกลัว
“ผมคงจะต้องขอรบกวนเวลาส่วนตัวแล้วเอาจุนซูกลับไปซ้อมนะครับ” พี่เจคิมยิ้มให้พร้อมกับผายมือเป็นการอนุญาตอย่างไม่รู้สึกกลัวคนหน้าบูดข้างผมเลยซักนิด ผิดกับผมที่คิดหวาดหวั่นไปต่างๆนานา พี่ยุนโฮลากผมไปรวมกับคนอื่นที่ห้องซ้อม ผู้จัดการกำลังคุยอะไรก็ไม่รู้อยู่กับโปรดิวเซอร์และโบกยองก็ยังคงนั่งอ่านนิตยสารรอภายในห้อง เป็นครั้งแรกที่ผมส่งสายตาไม่พอใจให้พี่ยุนโฮรับรู้แบบเต็มๆ
ผมแทบจะไม่มีสมาธิตลอดการซ้อมเพราะทุกครั้งที่มองเข้าไปในกระจกบานใหญ่ตรงหน้าก็เห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งมองพี่ยุนโฮด้วยสายตาที่ชื่นชมอยู่เสมอ ผู้จัดการขอกลับก่อนเพราะติดธุระเป็นโอกาสให้ผมตัดสินใจเดินออกมาจากห้องซ้อมเสียดื้อๆ ได้ยินเสียงพี่ยุนโฮตะโกนแหวกอากาศเรียกให้ผมกลับไปซ้อมหากแต่ก็ไม่ได้สนใจหันหลังกลับไปมอง
คว้าเสื้อมีฮู้ดสีเทาและกระเป๋าของตัวเองแล้วเดินไปเรื่อยๆท่ามกลางท้องฟ้าที่จวนเจียนจะหมดแสงและอากาศที่แห้งเย็นของฤดูหนาวจนถึงสวนหย่อมใกล้กับที่พัก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาที่ผมหายออกมาแบบนี้ทุกคนก็จะรีบตามหาและคนที่ดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นหัวหน้าวงอย่างพี่ยุนโฮ และถ้าหากผมร้องไห้พวกเขาก็จะเข้ามาปลอบประโลมราวกับผมเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่าชางมิน แต่ยิ่งพวกเรามีชื่อเสียงมากขึ้นเท่าไหร่ทุกคนก็ยิ่งไม่มีเวลาให้กันและผมก็ยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น ไม่มีใครคอยอยู่กับผมในยามที่ผมต้องการใครซักคนรับฟัง บางครั้งที่ผมไม่สบายใจผมจึงมักจะเก็บมันเอาไว้คนเดียว
พักหลังพี่ยุนโฮมักจะรู้ทันเวลาที่ผมหายตัวไปเพราะผมเพียงต้องการให้ใครซักคนสนใจ จนบางทีก็ดุว่าผมเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป พี่เขาคงไม่รู้หรอกว่าคนที่ผมอยากจะให้มาสนใจหรือเอาใจใส่ผมมากที่สุดก็คือตัวเขาเอง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองผิด ผมเองก็โตพอที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้แล้วและบางครั้งเราก็ควรปล่อยความรู้สึกเอาแต่ใจของตัวเองให้มันสลายไป และบางทีอาจรวมถึงการปล่อยความรู้สึกพิเศษที่มีไว้สำหรับพี่ยุนโฮให้สลายไปด้วย
ผมนั่งอยู่บนชิงช้าสีแดง ความเก่าจากช่วงเวลาและการใช้งานของมันทำให้สีที่ทาเอาไว้หลุดลอกออกไปบ้างเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิดแสงไฟจากตัวเมืองทำให้แทบจะมองไม่เห็นแสงดาวที่ทอระยับ น้ำอุ่นๆเริ่มไหลอาบแก้มมากยิ่งขึ้นจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปากเพื่อไม่ให้มีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไปในที่สุด เกลียดตัวเอง. . . แค่พอคิดว่าต่อไปนี้จะคิดกับเขาเพียงพี่ชายผมก็ทนไม่ได้เสียแล้ว
โทรศัพท์เครื่องเล็กที่สั่นอยู่ภายในกระเป๋าเสื้อโค้ททำให้ผมต้องรีบปาดน้ำตาออกและทำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด หน้าจอโทรศัพท์ขึ้นเบอร์แปลกที่ผมไม่คุ้น ผมกดรับแต่ยังไม่พูดอะไรเพราะผมกลัวว่าจะเป็นพวกที่ชอบโทรมาก่อกวน
“ตัวเล็ก. . .ใช่ตัวเล็กรึเปล่า” ผมยังคงนิ่งเงียบด้วยความไม่แน่ใจเช่นเคย
“นี่พี่เจคิมนะ พอดีโทรศัพท์พี่แบตฯหมดน่ะเลยต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะในโรงอาหารของบริษัท”
“มีอะไรรึเปล่าครับ”
“เมื่อกี้พี่แวะไปที่ห้องซ้อมมาแล้วไม่เห็นนายเลย เอ่อ . . .เป็นห่วงน่ะ”
“ขอบ. . .คุณนะครับ”
“นายอยู่ที่ไหนน่ะ? เสียงนายเหมือนกำลังร้องไห้ นายร้องไห้รึเปล่า?”เพราะเสียงที่ขาดช่วงจากการสะอื้นของผมทำให้พี่เจคิมรู้จนได้ว่าผมเพิ่งหยุดร้องไห้ไปได้ไม่นาน ผมไม่ชอบให้ใครรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้เพราะมันเหมือนกับว่าผมเป็นคนที่อ่อนแอ
“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ แค่แวะมานั่งเล่นแล้วก็กำลังจะกลับบ้านแล้ว งั้นแค่นี้นะครับ” ได้ยินเสียงพี่เจคิมเรียกชื่อผมก่อนที่จะวางสาย แต่คงจะไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรหรอก อยากนั่งอยู่คนเดียวแบบนี้ซักพัก อยากทำใจให้ได้ก่อนว่าถ้ากลับบ้านไปแล้วผมจะไม่มองพี่ยุนโฮด้วยความรู้สึกอื่นนอกจากความเป็นพี่น้องอีก
หลังจากที่วางสายจากพี่เจคิมแล้วผมนั่งอยู่ที่นี่ต่อนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ นั่งนิ่งคิดเรื่องในอดีตอยู่อย่างนั้นและปล่อยให้น้ำตาไหลอาบสองแก้มอีกครั้งจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคน พี่ยุนโฮ! ต้องเป็นพี่ยุนโฮแน่ๆ ถึงเขาจะชอบดุเวลาที่ผมหายไปแต่ทุกครั้งที่ช่วยกันออกตามหาเขาก็มักจะเป็นคนแรกที่หาผมเจอเสมอ และครั้งนี้ก็คงเช่นกัน
ผมรีบใช้ฝ่ามือปาดคราบน้ำตาบนแก้มออกแล้วหันหลังไป หากแต่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่คนที่ผมคาดหวังเอาไว้ พี่เจคิมยืนนิ่งถือถุงสีดำคล้ายถุงใส่อาหารอยู่ครู่หนึ่ง เพราะความมืดและระยะห่างทำให้ผมไม่สามารถสังเกตสีหน้าของเขาได้ชัดนัก
“ไหนบอกว่าจะกลับบ้านไงนี่นายออกจากบริษัทมาตั้งห้าชั่วโมงแล้วนะ” ผมได้แต่นิ่งไม่ตอบอะไร ทำไมคราวนี้คนที่เจอผมเป็นคนแรกไม่ใช่พี่ยุนโฮล่ะ หรือว่าเขาเบื่อที่จะตามใจเด็กดื้ออย่างผมแล้วจริงๆ
“ยังไม่ได้กินอะไรใช่มั้ย” เขานั่งคุกเข่าลงกับพื้นทรายตรงหน้าผมอย่างไม่รังแกความสกปรกของเศษดินเลยซักนิด ฝ่ามือใหญ่หยิบกล่องคิมบับออกจากถุงแล้วประคองมันยื่นมาตรงหน้าของผม พี่เจคิมยิ้มเสียจนเผยให้เห็นฟันซี่ขาวที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งเขายิ้มผมก็ยิ่งอยากจะร้องไห้
“ฮึ่ก” ผมสะอื้นอีกครั้ง ใช่. . . เพราะการกระทำที่พี่เจคิมทำในตอนนี้มันช่างเหมือนกับพี่ยุนโฮเหลือเกิน ถึงจะดุแต่สุดท้ายก็ยอมใจอ่อนเมื่อผมออดอ้อน
พี่ไม่ดุนายหรอกตัวเล็ก” ยิ่งเขาพูดผมก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม พี่เจคิมใช้หลังมือเช็ดหยดน้ำตาบนแก้มแล้วเอื้อมมือขึ้นมาลูบหัวของผมราวกับจะปลอบประโลม เหมือนเป็นภาพซ้อนของพี่ยุนโฮไม่มีผิด ความอ่อนโยนและความใจดีของพี่เจคิมในตอนนี้เหมือนกับทุกครั้งที่ผมร้องไห้แล้วมีพี่ยุนโฮคอยปลอบอยู่ข้างๆ ผมโผเข้ากอดเขาแน่นโดยไม่สนใจว่าเขาจะอนุญาตหรือไม่ พี่เจคิมยังคงลูบหัวของผมไม่ยอมหยุด คราบน้ำตาเปียกชุ่มเป็นวงกว้างบนไหล่เสื้อสีน้ำตาลเข้ม
“หยุดร้องไห้ซะนะคนดี ยิ่งนายร้องพี่ก็ยิ่งเจ็บปวด” ผมค่อยๆดึงตัวเองขึ้นจากพี่เจคิม มองเข้าไปในดวงตาเศร้าๆคู่นั้นแล้วก็ยังอ่านมันไม่ออก จากคำพูดเมื่อครู่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่เขาจะมีความรู้สึกดีๆกับผมมากถึงเพียงนี้ แต่ผมไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง
“พี่อยากดูแลนายให้มากกว่านี้ มากกว่าที่คนอื่นทำ มากกว่าที่ยุนโฮทำ. . .” เขาเน้นชื่อพี่ยุนโฮเพียงคนเดียว ผมนิ่งไปราวกับคนใบ้ พี่เจคิมรู้ว่าผมคิดกับพี่ยุนโฮมากกว่าพี่ชาย
“ต่อให้นายจะยังรักไอ้หมอนั่นอยู่พี่ก็จะไม่ว่าอะไร สัญญาว่าจะไม่ทำให้นายเสียใจ เชื่อใจพี่นะ” ผมยิ่งนิ่งเหมือนก้อนหินเข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าพี่เจคิมชอบผม ตอนนี้ในหัวมันสับสนไปหมด ผมไม่ได้รังเกียจพี่เจคิมแต่ผมรู้ดีว่าต่อให้ทำยังไงผมก็ไม่สามารถตัดใจจากพี่ยุนโฮได้ และมันไม่ยุติธรรมสำหรับพี่เจคิมเลยซักนิดถ้าผมตกลงคบกับเขา
ไม่รู้ว่าร่างกายของผมมันตอบตกลงหรือปฏิเสธไป แต่ผมเห็นริมฝีปากหยักของคนตรงหน้ายกยิ้มอย่างพอใจพร้อมกับขยี้หัวของผมอย่างที่เขาชอบทำอีกครั้ง ก็ดีเหมือนกันหากผมตอบตกลงไปเพราะนั่นก็หมายความว่าผมจะต้องตัดใจจากพี่ยุนโฮให้ได้และหันมาเอาใจใส่คนที่ห่วงใยผมอีกคนตรงนี้
ต่อไปเราก็จะเป็นแค่พี่น้องกัน ผมจะเลิกเอาแต่ใจกับพี่ จะเลิกแสดงอาการไม่พอใจเวลาที่พี่อยู่กับโบกยอง จะเลิกคิดถึงพี่ด้วย. . . ลาก่อนครับพี่ยุนโฮ
Timeless inside Yoonho
Part 4
……………………………………………………………
เมื่อวานหลังจากที่จุนซูทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดออกไปจากบริษัทพร้อมกับพี่เจคิมแล้วผมก็นั่งทบทวนบทสนทนาของตัวเองกับเขา ทั้งๆที่รู้ว่าจุนซูเป็นคนที่อ่อนไหวมากขนาดไหนแต่ผมก็ยังไม่ทันได้ระวังคำพูดของตัวเอง มันเป็นความงี่เง่าของผมเองทั้งหมดที่ทำให้จุนซูเข้าใจผิด
ผมรู้สึกผิดที่ปล่อยให้จุนซูออกไปกับคนๆนั้น หลังจากเลิกงานผมก็ขอตัวไปทำธุระ ปล่อยให้ชางมิน แจจุงและยูชอนล่วงหน้ากลับบ้านกันไปก่อน ผมเที่ยวเดินตามหาจุนซูไปทั่วทั้งๆที่วันนี้อุณหภูมิลดลงมาสองถึงสามองศา และผมก็มีเพียงแค่เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายคลุมทับไปเพียงตัวเดียวเท่านั้น ผมทั้งวิ่งและสลับกับเดินจนแทบจะก้าวขาไม่ออก นึกเพียงอย่างเดียวว่าจุนซูคงจะพาพี่เจคิมมาเลี้ยงขนมเลยวิ่งตรงมาที่นี่ทันที ถ้าเพียงแต่ผมเจอเขาที่นี่ ผมจะขอให้จุนซูยกโทษให้และเราสองคนจะกลับบ้านพร้อมกัน. . แต่ว่าผมคิดผิด เจ้าของร้านบอกว่าเขาสองคนไม่ได้มาที่นี่ ผมตัดสินใจนั่งพักที่ร้านเบเกอรี่ซักครู่ หาชาอุ่นๆซักถ้วยกินไล่ความหนาวเพราะไม่งั้นผมคงจะได้จับไข้และไม่ได้ทำงานอีกหลายวัน
มองออกไปข้างนอกร้านก็เห็นกล่องกระดาษเก่าใบใหญ่ที่บุผ้าเสียจนหนาอยู่กล่องหนึ่งแล้วก็นึกถึงตอนที่เราสองคนมาที่นี่ใหม่ๆ ผมเคยสงสัยว่าทำไมจุนซูจะต้องคอยชะเง้อออกไปข้างนอกร้านบ่อยๆด้วย? แล้วทำไมเวลาจะเดินกลับเขาจะต้องมองไอ้กล่องที่มีผ้าอยู่เต็มไปหมดกล่องนั้น? สุดท้ายเมื่อผมลองสังเกตดูบ้างก็พบว่ามีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กอาศัยอยู่ในนั้นนั่นเอง เขาเคยบอกว่าอยากเลี้ยงหมาแต่ด้วยตารางงานที่พวกเรามีแล้วคงจะไม่สามารถดูแลมันได้เต็มที่ ช่วงนั้นพวกเราแวะมาที่นี่บ่อยครั้ง เรียกว่าแทบจะทุกวันก็คงได้ ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มองใบหน้าที่เปี่ยมสุขของจุนซู มันชอบกระดิกหางหมุนตัวไปมาเวลาที่เห็นเราสองคนเดินมาที่นี่ บางทีเขาก็เอานิ้วไปจ่อที่ปากของเจ้าลูกหมาตัวเล็กให้มันงับเล่นแล้วก็หัวเราะคิกคัก และเขามักจะชวนผมไปซื้อนมหรืออาหารกระป๋องมาฝากมันเสมอ
มีอยู่ครั้งนึงที่พวกเรามีวันหยุดยาวและได้กลับบ้านแล้วจุนซูเกิดอยากให้ผมมาหา เราเลยนัดเจอกันที่ร้านนี้ วันนั้นเป็นเพราะหิมะตกและรถไฟใต้ดินเกิดเหตุขัดข้องผมเลยไปช้ากว่าเวลาที่เรานัดกันไว้เกือบๆสี่ชั่วโมง ในใจของผมได้แต่หวังว่าเขาจะกลับบ้านไปแล้วและถ้าเจอหน้ากันก็คงจะบอกว่าโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟ แต่สุดท้ายถึงแม้ว่ามันจะเลยเวลานัดมามากแล้วแต่ผมก็ยังวิ่งกระหืดกระหอบไปที่ร้านนั้นอยู่ดี ผมลดฝีเท้าลงและแอบเข้าที่ข้างกำแพงร้านที่แสนจะเย็นเฉียบและมีหิมะเกาะอยู่เต็มไปหมดเมื่อเห็นจุนซูนั่งกอดเจ้าลูกหมาที่ไม่มีวันจะเอามันไปเลี้ยงได้แบบแนบแน่นและไม่สนใจว่ามันจะไม่เคยอาบน้ำเลย
“พี่ยุนโฮนี่ช้าจังเลยเนอะ แต่ไม่เป็นไรหรอกช้ายังไงชั้นก็จะรอ” จุนซูกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นเข้าไปอีก ผมได้ยินเสียงพึมพำเบาๆว่าหนาวจังเลย ตอนนั้นผมจำได้ว่าน้ำตาของผมมันแทบจะไหล นึกโกรธตัวเองที่ทำให้เขาต้องรอท่ามกลางอากาศหนาวแบบนี้ ผมเดินเข้าไปหาจุนซูอย่างเบาที่สุด ถอดเสื้อกันหนาวของตัวเองออกแล้วคลุมลงบนไหล่เล็กของเขา จุนซูสะดุ้งเล็กน้อย วางลูกหมาลงไปในกล่องแล้วเงยหน้าขึ้นมามองที่ผม
“พี่ขอโทษนะที่มาช้า” ผมพูดออกไปเพราะผมรู้สึกแบบนั้นจริง เพราะว่าจุนซูคงจะนั่งอยู่ที่นี่นานแล้วและรีบลุกขึ้นยืนเขาจึงเซมาหาผมเล็กน้อย เขาส่งยิ้มให้ผมจนตาหยีพร้อมกับส่ายหัวดิก แววตาคู่กลมใสที่จ้องมองมากำลังสั่น สุดท้ายก็มีน้ำตาไหลออกมา ผมโผเข้ากอดร่างเล็กตรงหน้าแน่นด้วยความตกใจปนงงๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมกอดเขาโดยไม่มีคนอื่นอยู่ในอ้อมกอดของผมด้วย
“มาแล้วเหรอ คราวนี้ผมไม่โกรธพี่หรอกน่าวางใจได้ ก็ผมเรียกพี่ออกมาเองนี่” จุนซูก้มหน้าส่ายหัวงุดๆอยู่ในอ้อมกอดของผม ไม่แน่ใจว่าเสียงที่ผมได้ยินอยู่ตอนนี้มันคือเสียงหัวเราะหรือว่าเสียงสะอื้นของเขากันแน่
แค่พี่ยอมมา ผมก็ดีใจแทบแย่แล้วล่ะครับ” พูดจบเขาก็จับมือผมเอาไว้แน่น มือของจุนซูที่ไม่ได้สวมถุงมือนั้นเย็นเฉียบ เย็นจนผมกลัวว่าเขาจะไม่สบายขึ้นมา จุนซูจูงผมเข้าไปในร้าน ยื่นลังเลอยู่ที่หน้าตู้ขนมซักพักหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจสั่งช็อกโกแลตทรัฟเฟิลเหมือนเดิม
ตอนนี้ผมก็คงไม่ต่างอะไรกับเจ้าลูกหมาตัวนั้นที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยเวลาที่จุนซูจะกลับมาหาและดูแลเอาใจใส่ ลูกหมาตัวนั้นเจ้าของร้านบอกว่าตอนนี้มันโตเป็นหนุ่มดูหล่อเหลาไม่เบา ผมมองออกไปที่ข้างนอกอีกครั้ง เห็นหมาตัวใหญ่สองตัวและที่จำได้ก็คือขนสีน้ำตาลแดงของหมาอีกตัว มันโตไวและหล่อมากจริงๆ ถ้าจุนซูเห็นว่ามันมีแฟนแล้วเขาก็คงจะตื่นเต้นและดีใจไม่น้อย ตอนนี้พี่เจคิมพานายไปไหนนะจุนซู? กลับมาดูลูกชายตัวแสบของนายสิ
……………………………………………………
……………………….
“อ่ะพี่ให้” ผมรีบยัดช็อกโกแลตทรัฟเฟิลห่อสีทองที่ซื้อกลับมาเมื่อวานใส่มือจุนซูเพราะกลัวคนอื่นจะเห็นแล้วเอาไปล้อ จุนซูมองหน้าผมสลับกับขนมในมืออย่างงงๆ หน้าตาเหมือนเด็กขี้สงสัยแบบที่เขาทำในตอนนี้ทำให้ผมกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ โชคดีที่การร้องไห้ของเขาเมื่อคืนไม่ได้ทำให้ตาของเขาบวมน่าเกลียด ผมผลักหัวของเขาอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วแกล้งมองออกไปข้างนอกหน้าต่างอีกด้าน แอบหันไปมองอีกทีก็เห็นเขาจ้องห่อขนมไม่วางตา ทำปากขมุบขมิบเสียยกใหญ่ สงสัยว่าจะแอบบ่นผมที่เมื่อวานทำให้เขาอารมณ์เสียแต่สุดท้ายก็ใช้ลูกไม้เดิมๆมาตามง้อ
“พี่แวะซื้อมาเมื่อวานน่ะ”
“นึกยังไงถึงซื้อมาล่ะครับ”
“ก็. . . ช่วงนี้พวกเราไม่ค่อยได้ไปร้านนั้นนี่นา แล้วไอ้ช็อกโกแลตทรัฟเฟิลนี่ก็ของโปรดนายไม่ใช่เหรอ” จุนซูเก็บอาการดีใจของตัวเองเอาไว้ไม่มิด เขาส่งยิ้มมาให้ผมจนรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้น . . . ขายขี้หน้าชะมัด
“ขอบคุณนะฮะ” จุนซูยิ้มจนตาหยีแล้วหัวเราะในลำคอ บรรจงแกะเปลือกช็อกโกแลตทรัฟเฟิลลูกนั้นใส่ปาก ผมมีความสุขทุกครั้งที่เห็นใบหน้าที่สื่ออารมณ์อย่างจริงใจเสมอของจุนซู และยิ่งมีความสุขมากเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่าเขาชอบในสิ่งที่ผมทำให้ ผมดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ยื่นมือไปขยี้หัวกลมๆนั้นอย่างที่เคยทำบ่อยๆ
ผมนั่งเอามือเท้าคางมองจุนซูค่อยๆเล็มช็อกโกแลตทรัฟเฟิลลูกนั้นอย่างกับกลัวว่ามันจะหมดแล้วหัวเราะ พอเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นใครมองเขาก็ใช้นิ้วมือที่เปื้อนเช็ดขากางเกงแล้วทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือของจุนซูเล็กแต่น่าสัมผัสที่สุดในความรู้สึกของผม ทุกครั้งที่ผมเจอกับปัญหามือคู่นี้ก็จะคอยลูบหลังปลอบใจผมราวกับผมเป็นเด็กน้อยของเขา หรือแม้กระทั่งเวลาที่ผมมีความสุข มือคู่นี้ก็จะโอบกอดผมเอาไว้แน่นราวกับผมเป็นตุ๊กตาหมีตัวโตแล้วกระซิบกับผมว่า ‘เห็นมั้ยว่าพี่ทำได้’ ผมอยากจะตอบแทนเขาด้วยความรักทั้งหมดที่มี แต่ว่าผมคงจะทำได้เพียงกุมมือคู่นี้ไว้ไม่ให้ห่างไปไหนไกลๆก็เท่านั้น
“เกิดเหตุแล้วว่ะยุนโฮ” แจจุงหันหลังมาพูดเบาๆกับผมเมื่อยูชอนปิดประตูห้องซ้อมแล้วทำหน้าตาตื่นตะลึง ก่อนที่ผมจะได้ถามอะไรต่อโบกยองก็วิ่งเข้ามาเกาะแขนของผม ทำให้จุนซูที่เดินมาด้วยกันเมื่อครู่ต้องเลี่ยงไปทางอื่น ผมเห็นผู้จัดการยิ้มเหมือนจะรู้สึกเอ็นดูกับภาพที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่ผมแทบจะอยากสะบัดเธอออกไปให้พ้นๆแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงปั้นหน้ายิ้มแสดงละครอีกฉากหนึ่งเท่านั้น มันเป็นการโกหกที่ทำให้ผู้จัดการสบายใจ แต่คนที่ลำบากใจมากที่สุดก็คือผม
“พี่คะ วันนี้พี่ดูดีจัง” เธอเริ่มจะยุ่งวุ่นวายกับผมมากขึ้นแต่ผมก็ต้องปล่อยให้เลยตามเลยต่อไป
“แล้ววันอื่นดูไม่ดีรึไง”
“สำหรับชั้นพี่ก็ดูดีทุกวันนั่นแหละ. . .ก็ชั้นชอบพี่นี่นา” ผมแทบจะเป็นบ้าเพราะกลัวจุนซูเข้าใจผิดเมื่อได้ยินประโยคนี้ ผมทำอะไรไม่ถูกเลยหัวเราะกลบเกลื่อนไป แอบเหลือบมองทางจุนซูเห็นเขายืนนิ่งไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจออกมา ใจนึงก็รู้สึกดีที่จุนซูไม่เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อน แต่อีกใจนึงผมก็แอบเสียใจเพราะมันหมายถึงจุนซูอาจจะไม่เคยสนใจหรือนึกชอบผมเลย ผมไม่ชอบสถานการณ์ชวนอึดอัดแบบนี้เลยซักนิด
เรามีเวลาพักซ้อมหนึ่งชั่วโมง ผมมัวแต่ปรึกษาเรื่องขั้นตอนการทำงานชิ้นใหม่กับโปรดิวเซอร์อยู่เลยไม่ทันสังเกตว่าจุนซูออกจากห้องไปตั้งแต่ตอนไหน ใกล้เวลาซ้อมแล้วแต่เขาก็ยังไม่กลับมา ผมขอเลื่อนเวลาซ้อมออกไปอีกครึ่งชั่วโมงโดยอ้างว่าทุกคนยังเหนื่อยอยู่แล้วทำเป็นขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อออกมาตามจุนซูด้วยแล้วก็จะได้หนีโบกยองด้วย ต้องคอยตอบคำถามไร้สาระของเธอทั้งวันแล้วผมเบื่อจะแย่
ผมเดินเปิดห้องนั้นเข้าห้องนี้ไปทั่วจนผ่านมาได้ยินคำพูดของคนๆนึงในห้องประชุม คำที่ใช้เรียกจุนซูแบบนี้ผมจำได้ว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่กล้า
“เป็นอะไรรึเปล่าตัวเล็ก?” มองเข้าไปในห้องประชุม มีเพียงจุนซูกับพี่เจคิมอยู่ด้วยกันตามลำพังเท่านั้น เขากล้าลูบใบหน้าหวานของจุนซูที่ผมหวงนักหนา ทำเป็นเอาใจใส่ดูแลถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ส่วนจุนซูก็ไว้ใจคนง่ายเกินไป ผมรู้ว่าเขานับถือพี่เจคิมแต่ก็ไม่น่าจะปล่อยให้เขาฉวยโอกาสทำอะไรตามใจไปเรื่อยๆแบบนี้ เมื่อความอดทนของผมหมดลง ผมก็ทำตัวเป็นหมาหวงก้างเคาะประตูขัดพี่เจคิมทันที
เหมือนจุนซูจะตกใจมากที่เห็นผมยืนอยู่ตรงประตู ก็อาจจะต้องเป็นอย่างนั้นเพราะเมื่อคืนเขาสัญญากับผมเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่อยู่กับพี่เจคิมตามลำพังอีก ผมเดินเข้าไปคว้าข้อมือเล็กของจุนซูกำเอาไว้เสียแน่น กลัวว่าเขาจะหายไปจากผมอีก ผมเหมือนคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ กลายเป็นคนไม่มีเหตุผล
“ผมคงจะต้องขอรบกวนเวลาส่วนตัวแล้วเอาจุนซูกลับไปซ้อมนะครับ” พี่เจคิมยิ้มเยาะคนโง่ๆอย่างผมแล้วอนุญาตให้ผมพาจุนซูกลับไป จุนซูคงจะโกรธผมแน่ที่ทำตัวไร้เหตุผลแบบนั้น แต่คนเราเวลาโมโห น้อยคนนักที่จะเก็บอาการเอาไว้ได้และผมก็ไม่ใช่คนดีส่วนน้อยพวกนั้นซะด้วยสิ สายตาของจุนซูตอนนี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาไม่พอใจกับการกระทำที่เอาแต่ใจแบบนั้นของผม
ตารางซ้อมของเราวันนี้เลิกตอนสามทุ่ม ผมเห็นจุนซูเริ่มจะไม่มีสมาธิในการซ้อมสุดท้ายเขาก็คว้าเสื้อโค้ทตัวเก่งของเขาเดินออกไป ถึงผมจะตะโกนรั้งเขาให้ดังซักเท่าไหร่จุนซูก็ไม่สนใจ แถมโปรดิวเซอร์ยังจะถามอีกว่าผมตามใจเขามากเกินไปรึเปล่าจุนซูถึงได้เป็นเด็กดื้อแบบนี้
“จุนซูเป็นเด็กดีครับ” ผมพูดแก้ตัวให้จุนซูทันทีที่มีคนพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตัวเขา
“และเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ผมขอโทษจริงๆครับกรุณาอย่าเอาไปบอกผู้จัดการเลยนะครับ”
การซ้อมของเรายังคงดำเนินต่อไปถึงแม้ว่าจะขาดจุนซู ผมมองออกไปนอกกระจก ท้องฟ้าฤดูหนาวมืดไวมาก ชักเริ่มเป็นห่วงคนที่เดินออกจากห้องซ้อมไปคนเดียวเมื่อครู่ใหญ่จนผมเริ่มจะไม่มีสมาธิซ้อมไปอีกคน ใจจริงอยากจะวิ่งตามจุนซูออกไปแต่ถ้าหัวหน้าวงอย่างผมวิ่งหายออกไปอีกคน ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าสามคนที่เหลือจะโดนสวดหนักแค่ไหน
ผมชินกับความเอาแต่ใจของจุนซูมาตั้งแต่ไหนแต่ไรและไม่เคยรำคาญเลย มีแต่จะเป็นห่วงเวลาที่เขาไปทำเรื่องหนักใจให้คนอื่นซะมากกว่า การที่ผมดุหรือต่อว่าเขาบ้างในบางครั้งนั่นก็เป็นเพราะผมไม่อยากให้ใครมองจุนซูว่าเป็นเด็กดื้อและนิสัยไม่ดีและถูกผมตามใจซะจนเสียคน
จุนซูล่ะ?” พี่เจคิมเดินเข้ามาถามชางมินถึงในห้องซ้อม ไอ้ตัวป่วนหมายเลขหนึ่งทำหน้างงแล้วส่ายหัวเสียยกใหญ่ พี่เจคิมทำหน้าดุใส่ชางมินก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ ตบบ่าชางมินสองสามทีแล้วเดินหัวเราะออกไป ผมชักจะเริ่มหวั่นใจกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ซะแล้ว
พวกเราทั้งสี่คนต่างก็หวังว่าจะได้เจอจุนซูนอนอยู่ในห้องหลังจากที่พวกเรากลับไปถึงบ้าน แต่ภายในห้องนอนไม่มีแม้แต่รอยยับของผ้าปูที่นอน ผมเริ่มกังวลใจหนักขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า แจจุงเองก็คงเป็นห่วงจุนซูไม่แพ้กันเพราะขนาดเจ้าเด็กโข่งมันมาอ้อนขอข้าวกินยังถูกไล่ให้ไปต้มบะหมี่กินเองเลย
“จะเดินสวนสนามกันอีกนานมั้ยวะ” ยูชอนถามขึ้นทำลายความเงียบภายในบ้าน เขาคงรำคาญผมกับแจจุงที่เดินไปเดินมาเกือบๆจะสองชั่วโมงแล้ว
“เดินกันอยู่นั่นแหละ ออกไปตามหาซะก็สิ้นเรื่อง” พูดจบเขาก็คว้าผ้าขนหนูเดินหายเข้าในห้องน้ำ ทิ้งให้ผมยืนไว้อาลัยกับความโง่ของตัวเองอีกครั้ง ใช่. . . เวลาที่จุนซูโกรธหรือน้อยใจอะไรเขาก็มักจะหายไปแบบนี้บ่อยๆ
อย่างตอนไปอัดรายการที่ต้องแกล้งโกรธเขา หลังจากที่กลับมาถึงบ้านจุนซูก็หายไปแล้วผมก็พบว่าเขานั่งร้องไห้อยู่ในตู้เสื้อผ้า ผมนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าจุนซู ค่อยๆลูบหัวเขาอย่างเบามือรอให้เขาหยุดร้องไห้ แต่มันน่าตลกตรงที่ยิ่งผมพยายามจะปลอบใจเขามากเท่าไหร่ จุนซูก็ยิ่งร้องไห้หนักมากกว่าเดิม
“ทั้งๆที่พี่เองก็รู้ว่านายเกลียดคนโกหกแต่พี่ก็ยังทำ พี่ขอโทษนะ”
“ฮึ่ก” จุนซูสะอื้นหนักเข้าไปอีกจนผมต้องดึงร่างเล็กๆของเขาให้เข้ามาสู่อ้อมแขนของผมแล้วกอดเขาเอาไว้แน่น
“อย่าร้องไห้นะจุนซู เด็กขี้แยวันคริสต์มาสจะไม่ได้ของขวัญจากลุงซานต้านะ” นึกถึงตอนนั้นแล้วผมก็ยังสมเพชตัวเองไม่หาย เพียงเพื่อต้องการให้จุนซูหยุดร้องไห้ ผมถึงกับงัดเอาไม้เด็ดที่แม่ใช้ขู่น้องสาวออกมาใช้ เสียงสะอื้นของจุนซูเงียบหายไปหัวกลมๆทิ้งน้ำหนักลงมาที่อ้อมอกของผมแล้วก็หลับไป
เมื่อผมมองย้อนกลับไปในเวลาที่มีจุนซูอยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกอยากปกป้องเขา อยากเป็นที่พึ่งให้กับจุนซูในยามที่เขาท้อแท้หมดกำลังใจ ผมจะไม่ยอมทิ้งโอกาสสุดท้ายที่ผมจะขอดูแลจุนซูในฐานะอื่นที่ไม่ใช่พี่ชาย รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของผมได้อีกครั้ง ผมสวมเสื้อโค้ทและหยิบเสื้ออีกตัวติดมือไปเผื่อจุนซู เขาอยู่ข้างนอกท่ามกลางอากาศหนาวมาหลายชั่วโมงแล้ว จุนซูต้องทนไม่ได้แน่
“พี่ยุนโฮจะไปไหนน่ะ” ผมไม่ตอบชางมินแต่หันไปยิ้มให้ เสียงกดกริ่งหน้าประตูดังขึ้นก่อนที่ผมจะเดินไปถึง ผมเปิดประตูออกกว้างโดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าจะเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจผมมากที่สุด
พูดถูกที่เวลาคือสิ่งที่ไม่สามารถเรียกย้อนกลับคืนมาได้ และมันโง่ที่ไม่ยอมไขว่คว้าโอกาสของตัวเอง ผมได้ทิ้งโอกาสสุดท้ายของตัวเองไปแล้ว ต่อให้ขอร้องอ้อนวอนแค่ไหนก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้
……………………………..
……….
TBC not TCB (ฮากันเข้าไป)