[Fic] Timeless YunhoxJunsu
posted on 24 May 2008 22:10 by hosoo0615 in Hs-Fic
Title : [Fic] Timeless
Couple : Yunho x Junsu
Author : yunho_prince
Rating : PG-13
Author’s Talk : เอามาทำใหม่หมดเลยค่ะ แต่ว่ายังหน้ามึนใช้ชื่อเรื่องเดิม ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเม่อไหร่เนอะ เพราะจะไม่ได้อยู่บ้านแล้ว แบบว่าถูกเฉดหัวออกจากบ้านสี่ปีแล้วไม่มีปัญญาเล่นเน็ต คราวนี้มาแนวใหม่ค่ะแต่งทั้งอินไซด์ของจุนซูแล้วก็ยุนโฮ จะได้รู้กันไปเลยว่าคิดอะไรกันอยู่
ฝากด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
--------------------------------------------------------------------------------->>
Inside Junsu
Prologue
When I’m sad, you’re a clown
And if I get scared, you’re always around
I got you to hold my hand
I got you to walk with me
I got you to kiss goodnight
I got you to love me so
. . . .
ว่ากันว่าเมื่อใดก็ตามที่หัวใจของเราเต้นแรง ชีวิตก็ยิ่งสั้นตามไปด้วย แต่สำหรับผมแล้ว...ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆ ได้สัมผัสไออุ่นจากอ้อมกอดนั้น อ้อมกอดที่ไม่มีอะไรเกินกว่าพี่กอดน้อง และสิ่งนั้นจะทำให้ผมอายุสั้นกว่าใครๆ ก็ตาม . . . ผมยอม
ผมเข้าใจว่าผมคงตกหลุมรักซะแล้ว ทุกครั้งที่เขามาใกล้ หัวใจผมเต้นเร็วผิดจังหวะจนแทบทะลุออกมานอกอก ทั้งๆ ที่อายุเยอะกว่าปีเดียวแต่สายตาเขากลับมองผมอย่างเอ็นดูราวกับผมเป็นน้องของเขาที่ไม่รู้จักโตเสียที ก็ดีใจอยู่หรอกครับแต่ผมอยากได้มากกว่าความเอ็นดูนี่นา
สำหรับเขาถ้าเป็นเรื่องงานแล้วต้องมาก่อนเสมอ บางครั้งยามโกรธเขาก็ทั้งรั้นทั้งฉุนเฉียวจนทุกคนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ผมรู้ดีภายใต้ท่าทางอาการเหล่านั้น ผมเห็นด้านอ่อนโยนและอ่อนไหวของเขา สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาแสดงออกเป็นสิ่งที่เห็นไม่บ่อยนัก มันไม่ใช่ตัวเขาเลย
ถ้าเป็นเรื่องของเขา ไม่รู้เป็นอะไร . . . ไม่เคยห้ามใจไม่ให้หันไปมองได้เลยสักครั้ง
ในสายตาของผม. . .มีเขาตลอดเวลา. . .
ทงบังชินกิ คือชื่อของพวกเรา ผมเป็นหนึ่งในนั้น คิม จุนซู ที่ใครต่อใครมองว่าผมน่ารัก ผมรู้ครับก็เพราะผมเช็คเรทติ้งตัวเองบ่อยๆ แต่คนที่ผมไม่ปรารถนาจะให้ใครมาหลงรักเขาเลย คนที่ผมต้องการอยู่กับเขาตลอดเวลา คนที่ผมพร้อมจะเป็นคนโง่ให้กับเขาได้เสมอ และคนที่ผมอยากจะให้เขานั่งอยู่ตรงหน้าของผมยามที่พระอาทิตย์สาดแสงเป็นสีทอง
หมีทึ่มจองยุนโฮ
พี่ชายที่แสนดีของทุกคน
พี่ชายที่แสนดีของผม
Part 1
“เป่าเลยสิจุนซู แล้วอย่าลืมอธิษฐานก่อนนะ”
ฟู่~
เสียงปรบมือ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง คำอวยพรต่างๆ ราวกับน้ำที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้กับผมเพื่อให้กลับมาเข้มแข็งและต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยในการทำงานให้พร้อมก้าวผ่านมันไปให้ได้
ทุกคนที่ผมรักพร้อมใจกันจัดงานวันเกิดเล็กๆให้กับผมที่ร้านอาหารของพ่อ ให้ตายสิมันน่าปลื้มสุดๆเลยนี่ ก็ในเมื่อทุกคนดันรวมหัวแกล้งผมมาตั้งหนึ่งอาทิตย์เต็มๆก่อนจะเฉลยว่ามันเป็นเซอร์ไพรส์ แต่ที่เจ็บใจมากที่สุดก็คงจะเป็นคนในครอบครัวเองนี่แหละ อุตส่าห์โทรมาหาเพราะว่าท้อสุดๆและต้องการกำลังใจแต่กลับไม่มีใครรับสายซักคน ปล่อยให้ผมน้อยอกน้อยใจอยู่คนเดียวตั้งอาทิตย์เต็ม ไม่ยักรู้ว่าพ่อกับแม่เล่นละครเก่งขนาดนี้ ผมคงต้องมองพวกท่านใหม่ซะแล้ว
“ขอให้มีความสุขมากๆนะจุนซู แล้วก็ช่วยเลิกซนได้แล้ว ฉันน่ะขี้เกียจดูแลนายเต็มทนแล้วรู้มั้ย” ใบหน้าระบายยิ้มหวานที่มาพร้อมกับคำอวยพรของพี่แจจุง ทำให้ผมหันไปค้อนสายตากับประโยคหลัง มันเหมือนคำอวยพรซะที่ไหนเล่า ผมโดนพี่แจจุงแอบกัดทางอ้อมแล้วสิเนี่ย
“กินน้อยๆหน่อยก็ดีนะครับพี่ เพราะพี่น่ะชอบแย่งขนมของผมไปกินอยู่เรื่อย” อีกคำอวยพรจากเพื่อนร่วมวง ดีล่ะชิมชางมิน จะแย่งขนมกินให้สะใจไปเลยคอยดู
“ตั้งใจทำงานนะรู้มั้ยแต่อย่าหักโหมมากนะ เดี๋ยวจะพาลไม่สบายแบบฉันเอาได้ง่ายๆ” ยูชอนตบเบาๆที่ไหล่ผมปุๆ นี่คงเป็นคำอวยพรที่มาจากทงบังชินกิที่ดูดีที่สุดแล้วละมั้ง
“ไม่ต้องเหนื่อยเพื่อแม่หรอกนะจุนซู ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้วล่ะลูก” แม่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนที่จะก้มลงมาหอมแก้มผมซะหนึ่งฟอดใหญ่ มันนานแค่ไหนแล้ว ผมเองยังจำไม่ได้เลยว่าแม่เคยทำแบบนี้กับผมครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ คนที่มองอยู่ก็ผิวปากส่งเสียงแซวกันเป็นระยะๆ ไอ้เจ้าพวกนี้นี่มันน่าวิ่งไล่เตะก้นซะให้เข็ด
“แม่ครับ แม่เชื่อในตัวลูกชายคนนี้ของแม่มั้ย” แม่ทำหน้างงๆ
“ผมจะตั้งใจทำงาน จากนั้นผมก็จะซื้อบ้านหลังใหญ่ๆให้แม่กับพ่อ แม่เชื่อในตัวลูกชายคนนี้ของแม่มั้ยครับ” บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที ผมไม่รู้ว่าพูดอะไรผิดไปรึเปล่า แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดมาตลอดผมก็ได้พูดมันออกไปแล้ว ทุกครั้งที่ผมเหงาเพราะยังปรับตัวไม่ได้ผมก็มักจะนึกถึงแม่เป็นคนแรกเสมอ
“ผมรักแม่นะ” ว่าเสร็จก็โผเข้าไปกอดแม่บ้าง ผมแทบจะไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันว่าจะไปสัญญาอะไรแบบนั้นกับแม่ได้ ก็ในเมื่อลูกชายคนโตของแม่อย่างจุนโฮยังสามารถดูแลครอบครัวนี้ได้แล้วทำไมน้องชายอย่างผมจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจบ้างไม่ได้ล่ะ
แล้วทุกสายตาก็หันไปมองต้นเสียงที่ดังมาจากห้องครัวจนผมต้องหันมองตามด้วยอีกคน
“มาแล้วจ้า อาหารเด็ดฝีมือระดับพ่อครัวใหญ่มาเอง วันนี้พิเศษหน่อยมีลูกมือมาคอยช่วยพ่ออีกแรงเลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ รีบยกออกมาสิ รออะไรกันเล่า”
“แค่กๆๆ” ถึงจะเห็นแต่แผ่นหลังแต่ผมก็จำได้ว่าลูกมือของพ่อในวันนี้คือใคร คงไม่เคยเข้าครัวมาก่อนล่ะสิท่า ก็ดูสิหน้าตาดูได้ที่ไหน ขำจนอยากหัวเราะออกมาดังๆ แต่ทำได้เพียงแอบอมยิ้ม พอเขาหันมาทุกคนก็ได้แต่ทำท่ากระแอมกระไอกลบเกลื่อน ขืนหัวเราะออกมาสิมีหวังโดนหัวหน้าวงสุดโหดคนนี้ได้เล่นงานพวกผมตายแน่ แต่พ่อก็เก่งไม่ใช่เล่นแฮะ...กล้าสั่งไอ้หมีโหดตัวนี้ด้วย
แล้วเขาก็วางถาดพิซซ่าสูตรเด็ดประจำร้านของเราลง พอวางปุ๊บ มือก็หยิบมัฟฟินก้อนเล็กปั๊บแล้วโยนเข้าปาก ทั้งๆ ที่ยังสวมผ้ากันเปื้อนของแม่ แต่เหมือนเขาจะไม่สนใจสายตาทุกคู่ที่มองอย่างขบขัน . . . ผู้ชายตัวโตๆ สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูหวานแหววลายหน้ารักๆ เนี่ยนะ. . .
“ยุนโฮอ่ะยังไม่ได้อวยพรจุนซูเลยนะ”พี่แจจุงพูดดักคอคนที่กำลังจะงาบมัฟฟินเค้กส้มทั้งก้อนเข้าปาก แล้วหยิบอีกชิ้นก่อนหันไปสนใจแจจุง
“เหรอ? เดี๋ยวค่อยก็ได้มั้ง” พูดจบคำพร้อมกับมัฟฟินชิ้นน้อยหลุดผล่อยเข้าปากหยักได้รูป แล้วก็เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“นายกับชางมินนี่เป็นประเภทเดียวกันรึไง”
“เออก็ได้ๆ” แล้วเขาก็หันมาที่ผมขณะที่มัฟฟินยังเต็มปากอยู่
“จุนซู...เป็นห่วงนะ” ปากที่บอกว่าเป็นห่วงนั้น สีหน้ากลับเรียบเฉยไม่แสดงอาการให้รู้สักนิดว่าเป็นห่วงเหมือนอย่างปากว่า
ส่วนเจ้าตัวที่บอกว่าเป็นห่วงเมื่อตะกี้ ตอนนี้กลับย้ายก้นไปนั่งเก้าอี้ข้างๆ ชางมินแล้วก็เริ่มทำสงครามแย่งหมูบนเตาย่างอย่างไม่มีใครยอมใคร
“เกิดทั้งทีอวยพรแค่เนี้ย?” ผมแอบเห็นพี่แจจุงถอนหายใจแล้วหันไปตำหนิยุนโฮ
ยุนโฮชะงักมือที่กำลังคีบเนื้อเข้าปากแล้วหันมากพูดกับพี่แจจุง “เออ ฉันพูดอะไรซึ้งๆ เป็นที่ไหน” พูดเสร็จเนื้อชั้นนั้นก็ลอยเข้าปาก แล้วหันไปทำสงครามแย่งชิงกับชางมินต่อ
“แต่ว่า...”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่แจจุง แค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้วล่ะ” ผมเอื้อมมือไปกระตุกแขนเสื้อปรามพี่แจจุงก่อนที่จะฉะหัวหน้าวงจอมบื้ออีกรอบ
...แค่นี้ก็ดีมากแล้วจริงๆนะสำหรับผม. . . ‘เป็นห่วงนะ’ . . . แม้จะเป็นคำพูดที่เพื่อนมีให้เพื่อนหรือพี่ชายมีให้น้องชาย แต่ว่ามันก็ทำให้หัวใจสูบฉีดแรงขึ้นและเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะได้ นี่ผมเป็นบ้าอะไรไปแล้วนะ รู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดของตาทึ่มนั่นจริงๆ คำพูดที่แสนจะธรรมดาไม่มีการกลั่นกรองออกมาสักหน่อย พี่เป็นห่วงผมจริงรึเปล่า แล้วทำไมผมจะต้องหวั่นไหวกับคำพูดของพี่ด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ...
หลังจากที่กลับมาจากบ้านของผมแล้ว พี่ยุนโฮก็ไล่ให้ทุกคนรีบเข้านอนพร้อมกับเสียงอิดออดของทั้งสามคนที่บ่นว่า ‘พี่ยุนโฮใจร้าย’ วันเกิดผมทั้งทีน่าจะกลับมาฉลองกันที่บ้านอีกสักรอบ แต่ไอ้เจ้าคนที่ร้องขออย่างยูชอนก็โดนขายาวๆของหัวหน้าฟาดเข้าที่ก้นเสียเต็มแรง ก่อนที่พี่แจจุงกับชางมินจะรีบเผ่นแยกย้ายไปอาบน้ำแล้วปิดไฟเข้านอน
ผมกำลังจะเดินผ่านหน้าพี่ยุนโฮเข้าไปในห้องนอนแล้วแท้ๆ แต่คนที่ยืนพิงกรอบประตูเมื่อครู่กลับฉุดข้อมือของผมเอาไว้อย่างเบามือราวกับว่ากลัวผิวกายของผมจะช้ำ ใจจริงผมอยากให้เขาจับผมแน่นมากกว่านี้ด้วยซ้ำไป สัมผัสแผ่วเบาของพี่ยุนโฮทำให้หัวใจของผมเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ยุนโฮเข้าอย่างจัง สายตาของเขาส่องประกายวาวระยิบระยับ แม้จะอยู่ภายใต้แสงไฟอันน้อยนิดภายในบ้าน ริมฝีปากของเข้าขยับเล็กน้อยราวกับว่าต้องการพูดอะไรบางอย่างกับผม ผมอยากจะเอ่ยปากถามเขาออกไปตรงๆซะด้วยซ้ำแต่เหมือนกับดวงตาคมรีคู่นั้นมีแรงดึงดูดทำให้ผมบังคับร่างกายตามใจตัวเองไม่ได้
พี่ยุนโฮค่อยๆเคลื่อนกายเข้ามาหาผมอย่างช้าๆในขณะที่ผมไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ริมฝีปากอวบเมื่อครู่ค่อยๆใกล้เข้ามาทุกที ก่อนที่จะบรรจงวางลงบนเปลือกตาข้างขวาของผม เนิ่นนาน แผ่วเบา หากแต่อบอุ่นยิ่งกว่าสัมผัสใดๆที่ผมเคยได้รับ
“ของขวัญวันเกิดน่ะมัดจำไว้ก่อน ไว้เงินออกแล้วเราไปซื้อกันนะ เมื่อตอนเย็นคงแอบน้อยใจละสิที่พี่อวยพรวันเกิดให้นายสั้นกว่าคนอื่น” ผมรู้สึกร้อนไปถึงใบหู ไม่ต้องเดาซะให้ยากว่าตอนนี้แก้มของผมมันคงถูกฉีดซะจนแดงแล้วแน่ๆ ก็พี่ยุนโฮน่ะแอบอมยิ้มอยู่นี่ คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ชอบทำให้ขายหน้าแล้วก็มาขำซะเอง
ผมน่ะไม่รู้จะทำตัวยังไงดีเวลาอยู่กับพี่ยุนโฮสองต่อสอง เพราะผมเดาไม่ออกเลยว่าภายใต้รอยยิ้มที่แสนจะอบอุ่นนั้นเขาคิดกับผมแบบไหนกันแน่ แต่ถ้าจะให้ผมเดาเขาก็คงจะรักผมเหมือนน้องชายคนหนึ่ง เอ็นดูผมเพราะแม่ฝากฝังผมไว้กับเขาให้เขาคอยดูแลผมไปตลอด
รักมาก จนอยากเกลียด แต่สุดท้ายผมก็ทำไม่ลง ในเมื่อผมเป็นคนเลือกเองที่จะคอยเฝ้ามองเขาแบบนี้ตลอดไป ผมรู้ว่าผมรักเขา . . . แต่กับเขา ผมไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับผม สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้. . .ก็ความรู้สึกเกลียดตัวเอง ที่ไม่เคยห้ามใจได้สักครั้ง. . .
ของขวัญวันเกิดที่พี่ยุนโฮมัดจำเอาไว้ด้วยรอยจุมพิตบนเปลือกตาทำให้ผมสับสนจนทำอะไรไม่ถูก อีกแค่สิบวินาทีคำๆนั้นก็จะใช้ไม่ได้กับผมในวันนี้เสียแล้ว
ผมอยากได้ยินคำนั้นก่อนที่ผมจะกลับเข้าไปในห้อง ก่อนที่เวลาพิเศษนี้จะหมดลง
คำนั้นกับคืนนี้คืนเดียว ให้ผมได้ไหม . . . พี่ยุนโฮ
ทุกอย่างรอบตัวมันช่างเงียบสงัด ผมเห็นพี่สูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอด ดวงตาอ่อนโยนที่ทอดมองมา ทำผมใจสั่นหวั่นไหว แล้วพี่ก็ยกมือขึ้นลูบผมสีอ่อนของผม
“...สุขสันต์วันเกิดนะจุนซู” คำนั้นกับฝ่ามืออบอุ่นที่ลูบไล้แก้มอยู่บนแก้มของผม สัมผัสอ่อนโยนของพี่ ทำผมมีความสุข
ใช่ . . .
คำอวยพรจากคนสุดท้ายของวันนี้
คำอวยพรจากคนที่ผมรัก
--------------------------------------------------------------------
Prologue
If your hands broken, I were your hands.
And If your legs broken, I were your legs too.
I promise you...
...
ก่อนที่ผมจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ผมต้องเหนื่อยและท้อแท้จนบางครั้งก็คิดจะตัดใจจากความฝันของตัวเอง แต่เพียงผมได้พบกับคนๆ หนึ่ง ความสดใสร่าเริงและอ่อนโยนฉุดให้ผมลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เขาเป็นเด็กฝึกหัดมาก่อนผมถึงสองปีทุกครั้งที่ผมเรียกเขาเป็นรุ่นพี่ หน้าหงิกงอก็จะแสดงออกมาให้เห็นทันที สุดท้ายคำสั่งที่มาจากปากเล็กนั่นก็คือ
“เรียกผมว่าจุนซู แล้วผมจะเรียกพี่ยุนโฮ โอเค๊ . . . . ถ้าไม่ตกลงตามนั้นก็เตรียมตัวเป็นปรปักษ์กับผมได้เลย. . .”
ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างจนเจ้าตัวก็ทำหน้าเอ๋ออย่างงงๆ แล้วพอนึกได้ก็หัวเราะเสียงดังตามคนอื่นอย่างเขินๆ
เขาเปรียบเสมือนท้อฟ้าอันสดใสสำหรับผม...คอยปลอบใจ...คอยให้คำแนะนำ แถมเอาใจเก่ง
ทางบ้านของเขาฝากฝังเขาไว้กับผมราวกับว่าผมเป็นพี่ชายคนโต ผมไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองได้เช่นกัน
ทุกคนต่างก็มองว่าจองยุนโฮคือหัวหน้าวงที่มีความอดทนเป็นเลิศและมีความรับผิดชอบสูง แต่ภายในลึกๆแล้วผมกลับเป็นคนที่อ่อนไหว มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ดูออกและเข้าถึงความรู้สึกของผมได้
การได้เป็นหัวหน้าวงไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนาสักนิด
ผมไม่ปรารถนาจะเป็นพี่ชาย
แต่ปรารถนาจะเป็นคนพิเศษ
สำหรับคิมจุนซู
...ผมรักเขามาจริงๆ
Part 1
วันนี้ผมรีบออกจากบ้านก่อนใครเพื่อนเพราะมีธุระบางอย่างที่จะต้องจัดการ วันพิเศษแบบนี้ผมก็เลยอยากจะทำอะไรที่มันค่อนข้างพิเศษหน่อย นัดกับคุณพ่อของจุนซูไว้ที่หน้าร้านตั้งแต่ตีห้าเพื่อที่จะซื้อของแต่เช้ามืด วันนี้ผมอาสาเป็นลูกมือให้คุณพ่อเรียกใช้ได้ตามใจชอบ นานๆทีได้ลองเข้าครัวบ้างคงจะรู้สึกแปลกไม่น้อยเลยทีเดียว
ผมขลุกอยู่ในครัวที่ร้านพิซซ่าของตระกูลคิมตั้งแต่เช้า หัดทำอาหารตั้งหลายอย่างที่จุนซูชอบ เสียงหัวเราะที่เป็นเอกลักษณ์ลอยมาจากด้านนอกเหมือนสัญญาณที่บอกผมว่าทุกคนมาถึงแล้วและผมก็ควรเร่งมือจัดการกับพิซซ่าถาดใหญ่ตรงหน้าเสียที
ยิ่งรีบก็เหมือนจะยิ่งช้า ในช่วงที่ผมกำลังสาละวนกับการตกแต่งหน้าพิซซ่าอยู่ผมก็ลืมไปว่าเอาหม้อซุปไปตั้งไว้บนเตา หันมาอีกทีควันก็ลอยเต็มครัวไปหมด โชคดีที่คุณพ่อยังไม่ได้เดินไปไหนไกลเลยมาช่วยจัดการกับความวุ่นวายที่ผมก่อเอาไว้ได้ทัน การทำอาหารนี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะเนี่ย
“เป่าเลยสิจุนซู แล้วอย่าลืมอธิษฐานก่อนนะ”
ฟู่~
อุตส่าห์มาที่นี่ก่อนใครเพราะแอบหวังว่าจะเป็นคนถือถาดเค้กไปให้จุนซู แต่เจ้าพวกนี้กลับไม่รอผมเลยซักนิด
ผมรู้จักกับจุนซูมานานกว่าใคร คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของจุนซูอย่างเงียบๆ และปีนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่ผมคิด เมื่อก่อนจุนซูเคยเป็นเด็กดื้อเอาแต่ใจเวลาอยู่กับผม บางคนอาจจะไม่ชอบเวลาที่มีใครมาวีนใส่...แต่ผมกลับพอใจให้จุนซูทำแบบนั้นกับผมแค่เพียงคนเดียว
ไม่นานนักคุณพ่อก็สั่งให้ผมยกอาหารออกไปวางบนโต๊ะ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ผมพร้อมอาการตะลึง ผ้ากันเปื้อนของคุณแม่ที่ผมยืมใส่วันนี้สีสันมันออกจะหวานจับใจเกินไปหน่อย เจ้าสี่คนนี้เลยทำหน้าเหมือนอยากจะขำเสียเต็มประดาเพราะแต่ละคนทำตาระยิบระยับออกอย่างนั้น
ผมกลบเกลื่อนความอายด้วยการโยนมัฟฟินเข้าปากตัวเองเคี้ยวอย่างไม่สนใจใคร
“ยุนโฮอ่ะยังไม่ได้อวยพรจุนซูเลยนะ” แจจุง หรืออีกชื่อที่ผมแอบเรียกว่าหน่วยเสริมความอายของผมมันเริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง แจจุงรู้ว่าผมเป็นคนที่ชมหรือพูดอะไรดีๆไม่ค่อยเป็นจึงมักจะยุให้ผมพูดนั่นพูดนี่บ่อยๆ ยิ่งกับจุนซูแล้วด้วยผมแทบจะไม่เคยชมต่อหน้าเลยด้วยซ้ำ
“เหรอ? เดี๋ยวค่อยก็ได้มั้ง” รออีกหน่อยน่า พูดแบบนั้นมันน่าอายนี่นา ถ้าทุกคนรวมหัวกันคะยั้นคะยอผม ผมคงต้องมือไม้สั่นแน่ะ ทำเนียนหยิบมัฟฟินอีกก้อนใส่ปากดีกว่า
“นายกับชางมินนี่เป็นประเภทเดียวกันรึไง” ด่าแบบนี้มันแทงใจดำกันซะไม่มี
“เออก็ได้ๆ” ผมสูดลมหายใจซะเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพูดออกไปเบาๆ
“จุนซู...เป็นห่วงนะ” ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจพูดแต่ก็ยังเขินอยู่ดี ผมรู้สึกว่าใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวจนต้องทำเนียนอีกครั้งเพื่อกลบเกลื่อนย้ายจากที่ข้างๆ จุนซูไปนั่งแย่งหมูบนเตากับชางมินแทน
“เกิดทั้งทีอวยพรแค่เนี้ย?” ตะเกียบที่มีเนื้อหมูกลิ่นหอมยั่วน้ำลายหยุดชะงักทั้งๆที่กำลังจะได้ลิ้มรสอยู่แล้วเชียว ผมหันไปค้อนใส่แจจุงเสียหนึ่งที
“เออ ฉันพูดอะไรซึ้งๆ เป็นที่ไหน” แจจุง ก็ยังแหย่ผมไม่เลิก ก็คนมันเขินๆ จะให้พูดเรื่องน่าอายต่อหน้าคนอื่นได้ไงเล่า
แว๊บนึงผมสังเกตุเห็นสีหน้าของจุนซูดูซึมไป ใบหน้าหวานก้มลงต่ำ ริมฝีปากช่างจ้อไม่แม้แต่จะยิ้ม ผมนี่มันแย่สุดๆ ทำให้เขาน้อยใจได้ไม่เว้นแต่ละวัน มีตั้งหลายคำที่อยากจะพูดออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้
‘ตั้งใจทำงานนะ’
‘มีความสุขมากๆนะ’
‘เป็นเด็กดีนะ’
แต่ผมมันไม่กล้าพอที่จะพูดอะไรหวานซึ้งแบบนั้นกับจุนซู เพราะหน้าที่หัวหน้าวงและตำแหน่งพี่ชายจำเป็นที่มันค้ำคออยู่ตอนนี้มันทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดชอบจุนซู ทั้งๆที่ใจมันคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้วด้วยซ้ำ
พวกเราทั้งห้าคนตรงกลับบ้านทันทีที่งานฉลองวันเกิดของจุนซูจบลง ผมดุแจจุง ชางมินและยูชอนที่ก่อม็อบประท้วงให้จัดงานวันเกิดกันอีกรอบ มองไปที่เจ้าของงานที่เหนื่อยจนแทบจะไม่มีแรงเดินแล้วจะทำอะไรได้นอกจากไล่ตะเพิดให้ทุกคนรีบอาบน้ำแล้วเข้านอน แต่เจ้ายูชอนก็ยังกวนไม่เลิก เดินเข้ามากระซิบบางอย่างข้างหูผม
“ฉันรู้นะว่านายน่ะอยากฉลองกันสองต่อสอง” พูดจบก็หัวเราะทำเหมือนรู้ทัน จนผมหมั่นไส้กับไอ้ความสู่รู้ของมันเกินทนเลยเตะมันไปป๊าบนึง
ทุกคนเข้าไปในห้องนอนตั้งนานแล้ว เหลือแต่จุนซูที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จและผม...ที่ยังยืนรอเขาอยู่หน้าห้อง เหลืออีกเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ผมจะมีโอกาสได้แก้ตัวอวยพรวันเกิดใหม่ให้เขาอีกครั้ง ขณะที่กำลังรวบรวมความกล้าอยู่จุนซูก็เกือบจะเดินผ่านหน้าของผมไป
ฝ่ามือใหญ่ของผมยื่นเข้าไปรั้งข้อมือของจุนซูโดยไม่รีรอ ผิวกายอันเนียนนุ่มของจุนซูที่ผมกำลังสัมผัสอยู่ทำให้หัวใจของผมแทบจะหยุดเต้น ไม่กล้าแม้แต่จะออกแรงมากไปกว่านี้ ผมจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีนิลตรงหน้า แววตาที่บ่งบอกถึงอาการตกใจปนสงสัยสะกดให้ผมทำได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เพราะมนต์สะกดจากดวงตากลมใสที่ช้อนสบตา ราวกับลำคอตีบตันขึ้นมากะทันหัน คำพูดคำอวยพรที่เตรียมไว้ ตอนนี้กลับถูกกลืนลงคออีกครั้ง
ร่างกายของตัวเองค่อยๆเคลื่อนเข้าไปหาคนตรงหน้าทีละน้อยอย่างบังคับไม่ได้ จุนซูยืนนิ่งราวกับต้องมนต์สะกดเหมือนผม ผมบรรจงวางริมฝีปากบนเปลือกตาข้างขวาของจุนซูอย่างระวัง รู้สึกดีที่เขาไม่แสดงอาการรังเกียจการกระทำที่ไม่ค่อยจะสมควรของผม และเหมือนผมจะยิ่งย่ามใจเข้าไปใหญ่
“ของขวัญวันเกิดน่ะมัดจำไว้ก่อน ไว้เงินออกแล้วเราไปซื้อกันนะ” ใบหน้าหวานใสของจุนซูเริ่มซับสีระเรื่ออย่างน่ามอง
“เมื่อตอนเย็นคงแอบน้อยใจละสิที่พี่อวยพรวันเกิดให้นายสั้นกว่าคนอื่น” สายตาของผมยังไม่ละออกจากหน้าของจุนซูเลยแม้แต่วินาทีเดียว แก้มของเขาค่อยๆแดงเรื่อเหมือนลูกเชอรี่สุกจนผมอดขำไม่ได้ ใบหน้าเล็กเงยขึ้นมาค้อนผลหน่อยๆก่อนที่จะก้มกลับลงไปเหมือนเดิม
เวลาได้อยู่ใกล้จุนซูผมมีความสุขมากที่สุด...แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดเช่นกัน ผมเอ็นดูจุนซูก็จริงแต่ว่าไม่ได้อยากดูแลเขาในฐานะพี่ชายที่ต้องรับผิดชอบน้องชายคนหนึ่ง ผมออกจะโลภไปซักหน่อยที่อยากเป็นมากกว่าคำว่า “พี่ชาย”
ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าคนอื่น ผมไม่เคยกังวลกับท่าทีที่ผมแสดงออกกับจุนซูเลยซักครั้ง ไม่ต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเอง ไม่ต้องสนใจสายตาของใคร เพราะพวกเขาคงจะมองว่าผมเอ็นดูน้องชายคนนี้มากเป็นพิเศษก็เท่านั้น
แต่เวลาอยู่กับจุนซูสองคน...ความรู้สึกมันกลับไม่ใช่แบบนั้น ผมมีความสุขแต่ก็แอบเจ็บอยู่ลึกๆ ต้องพยายามห้ามใจทั้งๆที่ร่างกายมันร้อนผ่าวไปหมด...เกลียดตัวเองที่ไม่ยอมซื่อสัตย์กับความรู้สึก
อันที่จริงผมซื้อของขวัญวันเกิดให้เขาแล้ว แต่มันก็เป็นแค่แหวนวงเล็กๆวงหนึ่งที่เหมือนกับที่ผมสวมอยู่ ข้างในสลักชื่อของผมเอาไว้ นึกถึงความรู้สึกที่ผมแอบชอบเขาข้างเดียวแล้วก็ไม่กล้าให้
อีกแค่ไม่กี่วินาทีผลจะต้องเป็นคนอวยพรวันเกิดให้เขาเป็นคนสุดท้ายให้ได้ อยากเห็นรอยยิ้มหวานๆก่อนเข้านอน
บรรยากาศในหน้าหนาวแบบนี้เงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกา ผมสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นลูบผมสีน้ำตาล ก่อนที่จะเลื่อนลงไปสัมผัสพวงแก้มนิ่มของคนตรงหน้าอย่างเบามือ สีหน้าของผมยังคงเรียบเฉยช่างแตกต่างกับหัวใจที่เต้นเป็นลิงโลดเสียเหลือเกิน
“...สุขสันต์วันเกิดนะจุนซู”
พระเจ้าครับ...เพราะคิมจุนซูคือคนพิเศษสำหรับหมีโง่ๆอย่างผม
ผมจะต้องทำให้เขาเป็นคนที่มีความสุขที่สุดให้ได้
...ผมสัญญา
-------------------------------------------------------------------
:::TBC:::ไม่รู้เมื่อไหร่