[SF] Something likes the love Part 1 [HoSoo]
posted on 24 Apr 2008 15:00 by hosoo0615 in Hs-Fic
Title : [SF] Something like the love
Couple : Yunho x Junsu
Author : yunho_prince
Rating : PG-13
Author’s Talk : ไม่รู้จะพูดอะไรดี แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทุบหัวตัวเองดีมั้ยที่แต่ง คือมันยังไม่จบนะคะแต่ว่าใจร้อนอยากเอามาลง เพราะความใจร้อนนี่แหละมันเลยออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราว่าพล็อตเรื่องอ่ะตอนแรกมันก้ดีๆอยู่หรอก แต่พอเหนื่อยแล้วมันก็เลยเริ่มป่วง แต่ในเมื่อแต่งมันออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบโดยการแต่งให้จบเรื่อง เอาเป็นว่าพาร์ทนี้ก็ทนความป่วงไปหน่อยนะคะ ด่าได้ค่ะไม่ห้าม แต่พาร์ทหน้าสัญญาว่าจะป่วงน้อยลง
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ขอบคุณที่อ่าน และขอให้สนุกนะคะ
Sweet Sorrow-사랑 같은 건
ใครๆต่างก็บอกว่า...ความรักคือสิ่งที่สวยงาม
ความรักทำให้ทุกอย่างบนโลกดูมีชีวิตชีวา
ผมเองก็อยากมีโอกาสที่จะได้เห็นภาพเหล่านั้นซักครั้งในชีวิต
ได้จับต้องสัมผัส ได้มองเห็นด้วยตาของผมเอง…ไม่ใช่ให้ใครมาบอกแล้วจินตนาการตาม
ผมก็แค่อยากมีใครซักคนมารัก
และอยากกลับไปมองเห็นได้อีกครั้ง
13…14…15
สิบห้าก้าวถึงหน้าประตู
เสียงไม้เท้าที่กระทบตามผนังซีเมนต์ภายในบ้านทำให้ด็กหนุ่มรู้ว่ามีคนกำลังเดินอยู่ข้างนอก มองดูพื้นที่ว่างข้างๆจึงรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร ลุกขึ้นสวมสลิปเปอร์ข้างเตียงเพื่อบรรเทาความเย็นเฉียบจากพื้นกระเบื้องที่อาจจะส่งขึ้นจากปลายเท้า นาฬิกาในห้องรับแขกบอกเวลาของเช้าวันใหม่ที่ดวงอาทิตย์เริ่มจะทอแสง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงไปที่ประตูห้องชุดที่มีใครบางคนกำลังยืนยกยิ้มอย่างดีใจ...รอยยิ้มที่สดใสราวกับเด็กตัวเล็กๆ
“พี่จุนซู พี่ทำอะไรน่ะ”
“ฉันทำได้แล้วชางมิน ฉันทำได้แล้ว เห็นมั้ยว่าฉันเดินมาถึงนี่ได้โดยที่ไม่ต้องให้นายช่วย”
ผู้เป็นพี่ดูจะดีใจเสียเต็มประดา ฝ่ามือนิ่มควานหามือของอีกฝ่ายไปทั่วจนเขาต้องหยิบมือเล็กๆของจุนซูมากุมเสียเอง ฝ่ามือของจุนซูเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อก็จริง แต่เท้าที่เปลือยเปล่าไม่มีแม้แต่ถุงเท้าหรือสลิปเปอร์กลับซีดเย็นไร้สีเลือด
“ถ้าพี่เดินได้เองแบบนี้ต่อไปพี่ก็ไม่ต้องพึ่งผมแล้วน่ะสิ”
“คิดอะไรโง่ๆน่า ต่อให้ฉันเดินได้ไกลแค่ไหนแต่ตาของฉันมันก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี อีกอย่างนายคงไม่ใจร้ายปล่อยให้พี่ชายตาบอดของนายอยู่คนเดียวหรอกจริงมั้ย”
“รู้แล้วล่ะครับ”
...................................................................
...........................
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว บนถนนเส้นเดิมที่คุ้นตา ทางเดินที่ผมใช้เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัยทุกวัน ภาพนั้นคือภาพเดียวที่ผมยังจำได้จนติดตา เย็นวันนั้นอากาศหนาวคล้ายกับวันนี้ไม่มีผิด ผมแวะกดเลม่อนทีจากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติหน้าร้านขายขนมหวานที่ผมมักจะซื้อช็อกโกแลตทรัฟเฟิลเค้กไปฝากชางมินประจำ
แต่ขณะที่ผมกำลังรอเงินทอนจากเจ้าเครื่องขายน้ำอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงแตรรถดังลั่นถนน รถคันนั้นฝ่าไฟจราจรมาด้วยความเร็วสูง ที่ทางม้าลายกลางถนนมีเด็กผุ้หญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งตามหลังแม่ของเธอที่เดินอยู่ข้างหน้า ผมตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปผลักเธอให้พ้นทาง...สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ก็คือเสียงล้อเสียดสีกับถนนดังก้องอยู่ในโสตประสาท และความเจ็บปวดราวกับร่างทั้งร่างจะแหลกละเอียด ผมต้องตื่นมาพบกับความจริงที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต ผมสูญเสียการมองเห็นเพราะกระบอกตาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง แต่ผมไม่เคยโทษเด็กน้อยคนนั้นหรอกครับ การที่ผมกลายเป็นคนตาบอดมันก็ยังดีกว่าการที่จะต้องเห็นเธอตายไปต่อหน้าต่อตา ผมเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองเสมอว่า....ผมทำถูกต้องที่สุดแล้ว
....................................................
“สวัสดีครับคุณผู้ฟังที่น่ารักของผม เช้านี้เป็นยังไงกันบ้าง? วันที่อากาศสดใสแบบนี้ได้ยินเสียงของผม...จองยุนโฮ หวังว่าคงจะไม่อารมณ์เสียกันนะครับ เมื่อวานผมลองเปิดเพลงไปเรื่อยๆแล้วก็เกิดติดใจเพลง사랑 같은 건(something likes the love) ของ Sweet Sorrow ขึ้นมาแล้วล่ะสิ ฝากไว้ด้วยนะครับ”
รายการวิทยุคลื่นประจำที่จุนซูติดจนต้องเปิดฟังทุกวันเป็นเพื่อนแก้เหงาระหว่างรอชางมินที่ไปเรียนกลับบ้าน ตอบยากเหมือนกันว่านี่เป็นเพื่อนประเภทไหน ถึงทำให้เด็กหนุ่มไม่คิดที่จะปรับหาสถานีใหม่ หากแต่รอคอยฟังเสียงทุ้มๆของดีเจพูดเก่งคนนี้ทุกวัน ไม่รู้เหมือนกันว่าติดใจเพลงเพราะๆหรือเสียงที่ฟังดูอบอุ่นของชายหนุ่มกันแน่
จองยุนโฮเหรอ? อืม...ชื่อแปลกดี
사랑 같은 건 없어서
เพราะไม่มีสิ่งไหนเหมือนความรัก
사랑 한 적도 없어서
เพราะผมไม่เคยมีความรักซักครั้ง
사랑 할 수도 없어서
เพราะผมไม่สามารถรักใครได้
จังหวะดนตรีช้าๆประสานกับเนื้อเพลงที่ราวกับจะตอกย้ำให้เขารู้สึกตัวว่าไม่สามารถรักใครได้ ทำให้นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ฉายแววเศร้ากลับยิ่งแลดูแย่ลงไปอีก ใช่...คนที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรอย่างเขาคงไม่มีวันที่จะรักใครได้ ...เกลียดการมีบาดแผล
ก็แค่คนที่ต้องตื่นขึ้นมาในทุกวันแต่ไม่สามารถเชยชมแม้เพียงแสงอาทิตย์อันอบอุ่น อยากมองเห็นคุณซักครั้ง....จองยุนโฮ
“สวัสดีครับ หนุ่มขี้เหงาของพวกคุณกลับมาแล้วนะ ไม่ต้องแปลกใจครับ ตอนนี้สำหรับใครบางคนผมได้กลายเป็นหนุ่มขี้เหงาของเขาไปเรียบร้อยแล้วฮะ เพราะตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่ผมเปิดเพลงของ Sweet Sorrow ไป ก็มีคนขอให้เปิดทุกวันเลยน่ะสิ ดีใจจังเลยครับที่มีแฟนรายการขาประจำแบบนี้ ผมชักอยากจะเห็นหน้าคนที่โทรมาซะแล้วสิ”
ผมอุตส่าห์ฝึกกดหมายเลขของสถานีเพื่อที่จะได้ฟังเพลงนี้ทุกวัน กว่าจะกดถูกก็โดนบ้านอื่นด่าไปตั้งหลายรอบ ผมจำเสียงของคุณได้ดี แต่ถ้าคุณได้เจอผม คุณคงจะพูดอะไรไม่ออก
널 바라볼 수 없어
เพราะผมไม่สามารถคิดถึงคุณได้
기대하기도 싫어서
เพราะผมไม่ชอบการคาดหวัง
상처받기도 싫어서
...เพราะผมเกลียดการมีบาดแผล...
“พี่จุนซูผมกลับมาแล้วนะ”
มือหนาบีบเบาๆลงบนไหล่เล็กเพื่อบอกถึงการมา กลีบปากสีแดงสดยกยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงตอบ หากแต่ดวงตาคู่เล็กยังคงบ่งบอกถึงความหม่นหมองไม่มีเปลี่ยน
“วันนี้ผมพารุ่นพี่มาด้วยนะครับ โม้เก่งเท่าโลกกกกก”
“แกนั่นแหละขี้โม้” เสียงเหมือนคนถูกฟาดดังป้าบ ไปแซวเขาแบบนั้นก็สมควรแล้วล่ะชางมินเอ๊ย~
“สวัสดีครับ ผม...จองยุนโฮนะ”
ชายหนุ่มที่เป็นรุ่นพี่ของชางมินเริ่มกล่าวแนะนำตัว ทั้งน้ำเสียงที่คุ้นหู ทั้งชื่อที่คุ้นเคย พลันกระตุกให้หัวใจของคนฟังเต้นถี่ขึ้น ร่างเล็กหยุดนิ่งอยู่นานราวกับนาฬิกาในตัวหยุดหมุนไปชั่วขณะ เจอแล้ว....ในที่สุดผมก็ได้เจอคุณ
“ชื่ออะไรครับ” ฝ่ามือใหญ่สัมผัสหลังมือของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา อบอุ่นเหลือเกิน
“ครับ?เอ่อ...คิมจุนซูครับ”
“พี่ยุนโฮวันนี้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันนะ”
“ได้สิเพราะฉันยังไม่อยากกลับ...พี่นายน่ารักดีนะชางมิน”
ตะโกนตอบคนที่กำลังจะออกไปซื้อของข้างนอกแต่สายตายังไม่ละออกจากคนตัวเล็กตรงหน้า คำชมเมื่อครู่ของยุนโฮกลายเป็นต้นเหตุให้แก้มเนียนใสของจุนซูเรื่อไปด้วยสี ส่งผลให้คนที่น่ารักอยู่แล้วในสายตาของชายหนุ่มกลับยิ่งดูน่ารักเข้าไปใหญ่ อยากให้จุนซูมองเห็นตัวเองตอนนี้ในกระจกจัง จะได้รู้ว่าตัวเองน่ารักขนาดไหน และอยากให้จุนซูมองเห็นแววตาที่จริงใจของเขาที่มันฟ้องว่าต่อให้จุนซูจะเป็นเช่นไร...คนที่นั่งคุกเข่าบนพื้นตรงหน้าอยู่ตอนนี้ได้หลงรักคิมจุนซูจนหมดหัวใจเสียแล้ว
“จุนซูชอบฟังเพลงมั้ยครับ ผมจัดรายการวิทยุด้วยนะ ถ้าคุณคิดถึงผมก็เปิดฟังเสียงของผมได้นะครับ”
“คิกๆ” สองมือเล็กอดที่จะยกขึ้นมาปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ แต่คนตรงหน้ากลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะไม่รู้ว่าจุนซูจะขำอะไรนักหนา
“ขำอะไรครับ”
“ก็...ก็คุณพูดอย่างกับว่าผมหลงเสน่ห์คุณอย่างนั้นแหละ”
“โธ่จุนซู...”
흔들리는 내 맘이 너무 두려워
หัวใจที่หวั่นไหว ทำให้ผมกลัวเหลือเกิน
“ชางมิน พอจะมีวิธีไหนที่จะรักษาพี่ชายนายให้หายได้มั้ย”
อยู่ดีๆผมก็โพล่งถามชางมินที่กำลังนั่งจิบโกโก้อยู่ตรงข้ามผมในร้านขนมหวานที่เขาบอกว่าเป็นร้านประจำของเขากับจุนซู สายลมหนาวพัดมาถูกตัวยิ่งทำให้ผมกลัวคำตอบที่จะได้รับเป็นที่สุด ผมไม่กล้าถามจากตัวจุนซูโดยตรงเพราะเกรงว่ามันจะกลายเป็นการตอกย้ำให้เขารู้สึกแย่เข้าไปอีก
“มีสิ แต่....” คนตรงหน้าดูท่าทางอึกอัก
“แต่อะไร?”
“ผมกลัวว่าพี่จุนซูจะไม่ยอมรักษาน่ะสิ เพราะค่าผ่าตัดมันแพงมาก”
................................................................................
“ว่าไงนะยุนโฮ ? นายจะมาขอชั่วโมงจัดรายการเพิ่มงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าพี่จะสะดวกมั้ย”
“ดีซะอีกสิ เพราะตอนนี้นายกำลังดังมากเลยรู้รึเปล่า แต่ถ้าจะทำก็คงดึกหน่อยล่ะ ไหวมั้ย?”
คนตัวโตโค้งเป็นเชิงขอบคุณ ต่อให้ลำบากแค่ไหน...เพื่อแลกกับเงินที่จะรักษาจุนซูแล้วล่ะก็ เขาทนได้
사랑 같은 건 없다고
เพราะไม่มีสิ่งไหนที่เหมือนความรัก
애써 나를 속이고
มันพยายามเล่นกลกับผม
나를 달래고 또 밀어 내봐도
ทำให้ผมใจเย็นและทำให้ผมมีแรงกระตุ้น
“จุนซูครับ ช่วงนี้ผมอาจจะแวะมาคุยกับคุณบ่อยๆไม่ได้นะ แต่ถ้าคุณคิดถึงผม...คุณเปิดวิทยุนะครับ”
น้ำเสียงของยุนโฮฟังดูไม่สดใสอย่างเคยเมื่อเจ้าตัวบอกว่ามาที่นี่บ่อยๆไม่ได้ นี่เขาจะคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยว่ายุนโฮอยากเจอเขาทุกวัน
ฝ่ามือนิ่มควานหามือของอีกฝ่าย อย่างน้อยถ้าจะไม่ได้เจอกันอีกนานก็อยากรับไออุ่นจากฝ่ามือคู่นี้ที่คอยกุมมือเขาตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาให้นานที่สุด
“จุนซูสัญญากับผมนะว่าจะไม่เหงา”
ชายหนุ่มกุมมือของจุนซูยกขึ้นมาแนบกับแก้มของตัวเองแน่น ไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่เขาจะได้ยินเสียงเพราะๆของจุนซูอีกครั้ง หยดน้ำอุ่นๆตกกระทบหลังมือขาวเนียนของจุนซูจนรู้สึกได้ ทั้งๆที่พยายามจะไม่แสดงความหวั่นไหวออกมาให้จุนซูรู้แต่คนอย่างเขาคงทำไม่ได้
“คุณยุนโฮ?”
“หืม...? ไม่เป็นไรหรอก ถ้าจุนซูไม่เหงาจองยุนโฮคนนี้ก็จะไม่เหงา สัญญากันนะ” นิ้วก้อยของคนทั้งคู่ถูกยุนโฮจับมันมาเกี่ยวเข้าด้วยกัน ไม่อยากสัญญาอะไรกับใคร แต่เพื่อให้คนๆนี้มั่นใจเขาก็ควรจะทำ
사랑 같은 건 없어서
เพราะไม่มีสิ่งไหนที่เหมือนความรัก
용기 낸 적도 없어서
เพราะผมไม่เคยกล้าซักครั้ง
약속 할 수도 없어서
เพราะผมไม่เคยสัญญา
-----------------------------------------------
Credit Lyric : Su-jeong@koreasarang.com
คิดเอาไว้ว่ารอบหน้าเราอาจจะเอา Timeless ที่ใครหลายคน(รึเปล่า)เคยอ่านแล้วก็เป็นเรื่องที่ทำให้รู้ว่าฟิคโฮซูและ yunHO_Princeมีตัวตนอยู่บนโลกมาทำใหม่ บางสิ่งอาจจะฉีกออกไปตามกาลเวลาและตามความคิดที่เปลี่ยนไปของคนแต่ง แอบอยากรู้เหมือนกันว่าใครเคยอ่านมั่งเอ่ย รอหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ
Couple : Yunho x Junsu
Author : yunho_prince
Rating : PG-13
Author’s Talk : ไม่รู้จะพูดอะไรดี แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทุบหัวตัวเองดีมั้ยที่แต่ง คือมันยังไม่จบนะคะแต่ว่าใจร้อนอยากเอามาลง เพราะความใจร้อนนี่แหละมันเลยออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราว่าพล็อตเรื่องอ่ะตอนแรกมันก้ดีๆอยู่หรอก แต่พอเหนื่อยแล้วมันก็เลยเริ่มป่วง แต่ในเมื่อแต่งมันออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบโดยการแต่งให้จบเรื่อง เอาเป็นว่าพาร์ทนี้ก็ทนความป่วงไปหน่อยนะคะ ด่าได้ค่ะไม่ห้าม แต่พาร์ทหน้าสัญญาว่าจะป่วงน้อยลง
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ขอบคุณที่อ่าน และขอให้สนุกนะคะ
Sweet Sorrow-사랑 같은 건
ใครๆต่างก็บอกว่า...ความรักคือสิ่งที่สวยงาม
ความรักทำให้ทุกอย่างบนโลกดูมีชีวิตชีวา
ผมเองก็อยากมีโอกาสที่จะได้เห็นภาพเหล่านั้นซักครั้งในชีวิต
ได้จับต้องสัมผัส ได้มองเห็นด้วยตาของผมเอง…ไม่ใช่ให้ใครมาบอกแล้วจินตนาการตาม
ผมก็แค่อยากมีใครซักคนมารัก
และอยากกลับไปมองเห็นได้อีกครั้ง
13…14…15
สิบห้าก้าวถึงหน้าประตู
เสียงไม้เท้าที่กระทบตามผนังซีเมนต์ภายในบ้านทำให้ด็กหนุ่มรู้ว่ามีคนกำลังเดินอยู่ข้างนอก มองดูพื้นที่ว่างข้างๆจึงรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร ลุกขึ้นสวมสลิปเปอร์ข้างเตียงเพื่อบรรเทาความเย็นเฉียบจากพื้นกระเบื้องที่อาจจะส่งขึ้นจากปลายเท้า นาฬิกาในห้องรับแขกบอกเวลาของเช้าวันใหม่ที่ดวงอาทิตย์เริ่มจะทอแสง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งตรงไปที่ประตูห้องชุดที่มีใครบางคนกำลังยืนยกยิ้มอย่างดีใจ...รอยยิ้มที่สดใสราวกับเด็กตัวเล็กๆ
“พี่จุนซู พี่ทำอะไรน่ะ”
“ฉันทำได้แล้วชางมิน ฉันทำได้แล้ว เห็นมั้ยว่าฉันเดินมาถึงนี่ได้โดยที่ไม่ต้องให้นายช่วย”
ผู้เป็นพี่ดูจะดีใจเสียเต็มประดา ฝ่ามือนิ่มควานหามือของอีกฝ่ายไปทั่วจนเขาต้องหยิบมือเล็กๆของจุนซูมากุมเสียเอง ฝ่ามือของจุนซูเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อก็จริง แต่เท้าที่เปลือยเปล่าไม่มีแม้แต่ถุงเท้าหรือสลิปเปอร์กลับซีดเย็นไร้สีเลือด
“ถ้าพี่เดินได้เองแบบนี้ต่อไปพี่ก็ไม่ต้องพึ่งผมแล้วน่ะสิ”
“คิดอะไรโง่ๆน่า ต่อให้ฉันเดินได้ไกลแค่ไหนแต่ตาของฉันมันก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดี อีกอย่างนายคงไม่ใจร้ายปล่อยให้พี่ชายตาบอดของนายอยู่คนเดียวหรอกจริงมั้ย”
“รู้แล้วล่ะครับ”
...................................................................
...........................
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว บนถนนเส้นเดิมที่คุ้นตา ทางเดินที่ผมใช้เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัยทุกวัน ภาพนั้นคือภาพเดียวที่ผมยังจำได้จนติดตา เย็นวันนั้นอากาศหนาวคล้ายกับวันนี้ไม่มีผิด ผมแวะกดเลม่อนทีจากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติหน้าร้านขายขนมหวานที่ผมมักจะซื้อช็อกโกแลตทรัฟเฟิลเค้กไปฝากชางมินประจำ
แต่ขณะที่ผมกำลังรอเงินทอนจากเจ้าเครื่องขายน้ำอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงแตรรถดังลั่นถนน รถคันนั้นฝ่าไฟจราจรมาด้วยความเร็วสูง ที่ทางม้าลายกลางถนนมีเด็กผุ้หญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งตามหลังแม่ของเธอที่เดินอยู่ข้างหน้า ผมตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปผลักเธอให้พ้นทาง...สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ก็คือเสียงล้อเสียดสีกับถนนดังก้องอยู่ในโสตประสาท และความเจ็บปวดราวกับร่างทั้งร่างจะแหลกละเอียด ผมต้องตื่นมาพบกับความจริงที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต ผมสูญเสียการมองเห็นเพราะกระบอกตาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง แต่ผมไม่เคยโทษเด็กน้อยคนนั้นหรอกครับ การที่ผมกลายเป็นคนตาบอดมันก็ยังดีกว่าการที่จะต้องเห็นเธอตายไปต่อหน้าต่อตา ผมเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองเสมอว่า....ผมทำถูกต้องที่สุดแล้ว
....................................................
“สวัสดีครับคุณผู้ฟังที่น่ารักของผม เช้านี้เป็นยังไงกันบ้าง? วันที่อากาศสดใสแบบนี้ได้ยินเสียงของผม...จองยุนโฮ หวังว่าคงจะไม่อารมณ์เสียกันนะครับ เมื่อวานผมลองเปิดเพลงไปเรื่อยๆแล้วก็เกิดติดใจเพลง사랑 같은 건(something likes the love) ของ Sweet Sorrow ขึ้นมาแล้วล่ะสิ ฝากไว้ด้วยนะครับ”
รายการวิทยุคลื่นประจำที่จุนซูติดจนต้องเปิดฟังทุกวันเป็นเพื่อนแก้เหงาระหว่างรอชางมินที่ไปเรียนกลับบ้าน ตอบยากเหมือนกันว่านี่เป็นเพื่อนประเภทไหน ถึงทำให้เด็กหนุ่มไม่คิดที่จะปรับหาสถานีใหม่ หากแต่รอคอยฟังเสียงทุ้มๆของดีเจพูดเก่งคนนี้ทุกวัน ไม่รู้เหมือนกันว่าติดใจเพลงเพราะๆหรือเสียงที่ฟังดูอบอุ่นของชายหนุ่มกันแน่
จองยุนโฮเหรอ? อืม...ชื่อแปลกดี
사랑 같은 건 없어서
เพราะไม่มีสิ่งไหนเหมือนความรัก
사랑 한 적도 없어서
เพราะผมไม่เคยมีความรักซักครั้ง
사랑 할 수도 없어서
เพราะผมไม่สามารถรักใครได้
จังหวะดนตรีช้าๆประสานกับเนื้อเพลงที่ราวกับจะตอกย้ำให้เขารู้สึกตัวว่าไม่สามารถรักใครได้ ทำให้นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ฉายแววเศร้ากลับยิ่งแลดูแย่ลงไปอีก ใช่...คนที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรอย่างเขาคงไม่มีวันที่จะรักใครได้ ...เกลียดการมีบาดแผล
ก็แค่คนที่ต้องตื่นขึ้นมาในทุกวันแต่ไม่สามารถเชยชมแม้เพียงแสงอาทิตย์อันอบอุ่น อยากมองเห็นคุณซักครั้ง....จองยุนโฮ
“สวัสดีครับ หนุ่มขี้เหงาของพวกคุณกลับมาแล้วนะ ไม่ต้องแปลกใจครับ ตอนนี้สำหรับใครบางคนผมได้กลายเป็นหนุ่มขี้เหงาของเขาไปเรียบร้อยแล้วฮะ เพราะตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่ผมเปิดเพลงของ Sweet Sorrow ไป ก็มีคนขอให้เปิดทุกวันเลยน่ะสิ ดีใจจังเลยครับที่มีแฟนรายการขาประจำแบบนี้ ผมชักอยากจะเห็นหน้าคนที่โทรมาซะแล้วสิ”
ผมอุตส่าห์ฝึกกดหมายเลขของสถานีเพื่อที่จะได้ฟังเพลงนี้ทุกวัน กว่าจะกดถูกก็โดนบ้านอื่นด่าไปตั้งหลายรอบ ผมจำเสียงของคุณได้ดี แต่ถ้าคุณได้เจอผม คุณคงจะพูดอะไรไม่ออก
널 바라볼 수 없어
เพราะผมไม่สามารถคิดถึงคุณได้
기대하기도 싫어서
เพราะผมไม่ชอบการคาดหวัง
상처받기도 싫어서
...เพราะผมเกลียดการมีบาดแผล...
“พี่จุนซูผมกลับมาแล้วนะ”
มือหนาบีบเบาๆลงบนไหล่เล็กเพื่อบอกถึงการมา กลีบปากสีแดงสดยกยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงตอบ หากแต่ดวงตาคู่เล็กยังคงบ่งบอกถึงความหม่นหมองไม่มีเปลี่ยน
“วันนี้ผมพารุ่นพี่มาด้วยนะครับ โม้เก่งเท่าโลกกกกก”
“แกนั่นแหละขี้โม้” เสียงเหมือนคนถูกฟาดดังป้าบ ไปแซวเขาแบบนั้นก็สมควรแล้วล่ะชางมินเอ๊ย~
“สวัสดีครับ ผม...จองยุนโฮนะ”
ชายหนุ่มที่เป็นรุ่นพี่ของชางมินเริ่มกล่าวแนะนำตัว ทั้งน้ำเสียงที่คุ้นหู ทั้งชื่อที่คุ้นเคย พลันกระตุกให้หัวใจของคนฟังเต้นถี่ขึ้น ร่างเล็กหยุดนิ่งอยู่นานราวกับนาฬิกาในตัวหยุดหมุนไปชั่วขณะ เจอแล้ว....ในที่สุดผมก็ได้เจอคุณ
“ชื่ออะไรครับ” ฝ่ามือใหญ่สัมผัสหลังมือของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา อบอุ่นเหลือเกิน
“ครับ?เอ่อ...คิมจุนซูครับ”
“พี่ยุนโฮวันนี้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันนะ”
“ได้สิเพราะฉันยังไม่อยากกลับ...พี่นายน่ารักดีนะชางมิน”
ตะโกนตอบคนที่กำลังจะออกไปซื้อของข้างนอกแต่สายตายังไม่ละออกจากคนตัวเล็กตรงหน้า คำชมเมื่อครู่ของยุนโฮกลายเป็นต้นเหตุให้แก้มเนียนใสของจุนซูเรื่อไปด้วยสี ส่งผลให้คนที่น่ารักอยู่แล้วในสายตาของชายหนุ่มกลับยิ่งดูน่ารักเข้าไปใหญ่ อยากให้จุนซูมองเห็นตัวเองตอนนี้ในกระจกจัง จะได้รู้ว่าตัวเองน่ารักขนาดไหน และอยากให้จุนซูมองเห็นแววตาที่จริงใจของเขาที่มันฟ้องว่าต่อให้จุนซูจะเป็นเช่นไร...คนที่นั่งคุกเข่าบนพื้นตรงหน้าอยู่ตอนนี้ได้หลงรักคิมจุนซูจนหมดหัวใจเสียแล้ว
“จุนซูชอบฟังเพลงมั้ยครับ ผมจัดรายการวิทยุด้วยนะ ถ้าคุณคิดถึงผมก็เปิดฟังเสียงของผมได้นะครับ”
“คิกๆ” สองมือเล็กอดที่จะยกขึ้นมาปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ แต่คนตรงหน้ากลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะไม่รู้ว่าจุนซูจะขำอะไรนักหนา
“ขำอะไรครับ”
“ก็...ก็คุณพูดอย่างกับว่าผมหลงเสน่ห์คุณอย่างนั้นแหละ”
“โธ่จุนซู...”
흔들리는 내 맘이 너무 두려워
หัวใจที่หวั่นไหว ทำให้ผมกลัวเหลือเกิน
“ชางมิน พอจะมีวิธีไหนที่จะรักษาพี่ชายนายให้หายได้มั้ย”
อยู่ดีๆผมก็โพล่งถามชางมินที่กำลังนั่งจิบโกโก้อยู่ตรงข้ามผมในร้านขนมหวานที่เขาบอกว่าเป็นร้านประจำของเขากับจุนซู สายลมหนาวพัดมาถูกตัวยิ่งทำให้ผมกลัวคำตอบที่จะได้รับเป็นที่สุด ผมไม่กล้าถามจากตัวจุนซูโดยตรงเพราะเกรงว่ามันจะกลายเป็นการตอกย้ำให้เขารู้สึกแย่เข้าไปอีก
“มีสิ แต่....” คนตรงหน้าดูท่าทางอึกอัก
“แต่อะไร?”
“ผมกลัวว่าพี่จุนซูจะไม่ยอมรักษาน่ะสิ เพราะค่าผ่าตัดมันแพงมาก”
................................................................................
“ว่าไงนะยุนโฮ ? นายจะมาขอชั่วโมงจัดรายการเพิ่มงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าพี่จะสะดวกมั้ย”
“ดีซะอีกสิ เพราะตอนนี้นายกำลังดังมากเลยรู้รึเปล่า แต่ถ้าจะทำก็คงดึกหน่อยล่ะ ไหวมั้ย?”
คนตัวโตโค้งเป็นเชิงขอบคุณ ต่อให้ลำบากแค่ไหน...เพื่อแลกกับเงินที่จะรักษาจุนซูแล้วล่ะก็ เขาทนได้
사랑 같은 건 없다고
เพราะไม่มีสิ่งไหนที่เหมือนความรัก
애써 나를 속이고
มันพยายามเล่นกลกับผม
나를 달래고 또 밀어 내봐도
ทำให้ผมใจเย็นและทำให้ผมมีแรงกระตุ้น
“จุนซูครับ ช่วงนี้ผมอาจจะแวะมาคุยกับคุณบ่อยๆไม่ได้นะ แต่ถ้าคุณคิดถึงผม...คุณเปิดวิทยุนะครับ”
น้ำเสียงของยุนโฮฟังดูไม่สดใสอย่างเคยเมื่อเจ้าตัวบอกว่ามาที่นี่บ่อยๆไม่ได้ นี่เขาจะคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยว่ายุนโฮอยากเจอเขาทุกวัน
ฝ่ามือนิ่มควานหามือของอีกฝ่าย อย่างน้อยถ้าจะไม่ได้เจอกันอีกนานก็อยากรับไออุ่นจากฝ่ามือคู่นี้ที่คอยกุมมือเขาตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาให้นานที่สุด
“จุนซูสัญญากับผมนะว่าจะไม่เหงา”
ชายหนุ่มกุมมือของจุนซูยกขึ้นมาแนบกับแก้มของตัวเองแน่น ไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่เขาจะได้ยินเสียงเพราะๆของจุนซูอีกครั้ง หยดน้ำอุ่นๆตกกระทบหลังมือขาวเนียนของจุนซูจนรู้สึกได้ ทั้งๆที่พยายามจะไม่แสดงความหวั่นไหวออกมาให้จุนซูรู้แต่คนอย่างเขาคงทำไม่ได้
“คุณยุนโฮ?”
“หืม...? ไม่เป็นไรหรอก ถ้าจุนซูไม่เหงาจองยุนโฮคนนี้ก็จะไม่เหงา สัญญากันนะ” นิ้วก้อยของคนทั้งคู่ถูกยุนโฮจับมันมาเกี่ยวเข้าด้วยกัน ไม่อยากสัญญาอะไรกับใคร แต่เพื่อให้คนๆนี้มั่นใจเขาก็ควรจะทำ
사랑 같은 건 없어서
เพราะไม่มีสิ่งไหนที่เหมือนความรัก
용기 낸 적도 없어서
เพราะผมไม่เคยกล้าซักครั้ง
약속 할 수도 없어서
เพราะผมไม่เคยสัญญา
-----------------------------------------------
Credit Lyric : Su-jeong@koreasarang.com
คิดเอาไว้ว่ารอบหน้าเราอาจจะเอา Timeless ที่ใครหลายคน(รึเปล่า)เคยอ่านแล้วก็เป็นเรื่องที่ทำให้รู้ว่าฟิคโฮซูและ yunHO_Princeมีตัวตนอยู่บนโลกมาทำใหม่ บางสิ่งอาจจะฉีกออกไปตามกาลเวลาและตามความคิดที่เปลี่ยนไปของคนแต่ง แอบอยากรู้เหมือนกันว่าใครเคยอ่านมั่งเอ่ย รอหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ความหวังถึงแม้จะลมๆแล้งๆก็ทำให้เราเป็นสุขเสมอ
#1 By All Su on 2008-05-02 09:04